เรื่องเด่น

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ช่วยๆกันครับ น่าสงสาร

จะผ่านคืนนี้ยังไง...

-ช่วยกันครับ พาน้องหญิงกลับบ้านครับ-


ด.ญ.มนัสนันท์ คงโสภาดี (น้องหญิง) อายุ 4 ขวบ หายไปจากงานประจำปี ภายในศาลากลางจังหวัดเลย ตั้งแต่คืนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา ลักษณะ ผมหน้าม้า ยาวถึงต้นคอ สูง 115 ซม. หนัก 14 กก ผิวคล้ำ มีแผลเป็นหลายจุดบริเวณขาแขน สวมเสื้อยืดแขนยาวสีฟ้า กางเกงขาสั้นสีเหลือง รองเท้าแตะสีชมพู ผู้ใดพบเห็น โปรดแจ้ง มูลนิธิกระจกเงา โทร 0807752673 ประกาศเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=115494848631205&set=a.102866869894003.5151.100005120704980&type=1&ref=nf

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตรุษจีนกินแบบระวังสุขภาพ

ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ อาจมีอาหารเลิศรสออกมายั่วน้ำลายของหลายคน โดยเฉพาะอาหารเหลาที่ล้วนอุดมไปด้วยไขมัน อย่างไก่ตอน เป็ดย่าง หมูแดง หมูสามชั้นทอดกรอบ ปลาเก๋านึ่งซีอิ๊ว ผัดหมี่ซั่ว ฯลฯ ซึ่งหากรับประทานอาหารเหล่านี้มากเกินไปอาจเพิ่มไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมัน 3 ชนิดที่เป็นสาเหตุของอาการหัวใจขาดเลือด จนนำมาสู่อาการอัมพาต อัมพฤกษ์ ไตวาย ฯลฯ

โดยเฉพาะไขมันแอลดีแอล, ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอล ซึ่งได้จากการกินหมู 3 ชั้นทอดกรอบ หรือเมนูขนมหวานอย่างขนมเทียนและขนมเข่ง และเครื่องในสัตว์ ตับ ไข่ ตามลำดับ เนื่องจากเส้นเลือดของคนเราเมื่ออายุมากขึ้นจะเริ่มไม่ยืดหยุ่นและแข็ง เมื่อมีไขมันเหล่านี้ และหินปูนเข้าไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร้ายแรงดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยพบได้ในกลุ่มคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป
โดยปกติคอเลสเตอรอลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย เพราะเป็นโครงสร้างในการสร้างผนังเซลล์, ย่อยวิตามินดี และเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น เอสโตรเจน, โปรเจสเตอโรน และอื่นๆ แต่ถ้าร่างกายได้รับปริมาณคอเลสเตอรอลมากเกินไป ไขมัน แอลดีแอลจะนำส่วนที่เกินไปเกาะตามผนังหลอดเลือดต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้ผนังหลอดเลือดตีบ เมื่อสะสมมากๆ อาจทำให้อุดตัน และอาจเกิดโรคหัวใจขาดเลือด, อัมพาตหรืออัมพฤกษ์ได้ ขณะเดียวกันไตรกลีเซอไรด์หรือไขมันอิ่มตัว ก็จะขัดขวางการใช้คอเลสเตอรอลของเซลล์ ทำให้ร่างกายมีปริมาณคอเลสเตอรอลมากเกินไปเช่นกัน
แต่ไขมันใช่ว่าจะร้ายไปทุกตัว ไขมันที่ดีก็มีเช่นกัน คือ ไขมันเอชดีแอล (HDL) ที่ทำหน้าที่เก็บกวาดไขมันที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดไปกำจัดทิ้งที่ตับ ทำหน้าที่เสมือนปลาเทศบาลที่คอยทำความสะอาดผนังตู้ปลา ซึ่งไขมันดีชนิดนี้เราสามารถสร้างได้เอง จากการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง 30 นาทีขึ้นไป และถ้าสามารถทำได้ 150 นาที/สัปดาห์ จะสามารถเพิ่มปริมาณไขมันเอชดีแอลได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลา 2 เดือน"
วิธีการดูแลตนเอง เพื่อลดปัญหาคราบไขมันเกาะผนังหลอดเลือดนั้น "ควรลดปริมาณคอเลสเตอรอล, แอลดีแอล รวมทั้งไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มไขมันเอชดีแอลให้มากขึ้น โดยการหลีกเลี่ยงหรือรับประทานอาหารที่ติดมันในบริมาณที่น้อย หรือรับประทานแค่พออิ่ม เช่น หนังไก่ เป็ด หมู, เครื่องในสัตว์ สำหรับผู้ที่รับประทานของทอดขนมหวานที่มีน้ำตาลและไขมันมากนั้น ควรเพิ่มการรับประทานผักผลไม้ที่มีกากใย เพื่อให้กากใยช่วยจับคอเลสเตอรอลจากลำไส้เล็ก และควรดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม ถ้าทำอาหารทานกันเองในบ้าน ควรเลือกใช้น้ำมันให้ถูกประเภท เช่น ใช้น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว หรือคาโนลาในการผัดอาหาร
นอกจากนี้ เพื่อให้เผาผลาญไขมันตัวร้ายได้ดี ควรทานมื้อหนักในช่วงเช้าหรือเที่ยง เพราะยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่จะเผาผลาญให้ออกไปจากร่างกาย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทานก่อน 6 โมงเย็น หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะส่งผลให้ไขมันเอชดีแอลที่เป็นไขมันดีลดลง แต่ไปเพิ่มปริมาณไขมันแอลดีแอลซึ่งเป็นไขมันเลวแทน ควรดื่มชาจีนร้อนควบคู่กับมื้ออาหาร เพราะในชาจีนมีสารโพลีฟีนอลที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และยังมีส่วนช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงด้วย และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเพิ่มไขมันเอชดีแอลด้วยการออกกำลังกาย การทานปลาทะเลที่ไม่ผ่านการทอด น้ำมันปลา ฯลฯ สำหรับการรับประทานยาเพื่อลดไขมันนั้น แนะนำว่าควรใช้เฉพาะผู้ที่มีปริมาณคอเลสเตอรอล 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะยาจะไปหยุดการสร้างคอเลสเตอรอล และในรายที่ตับไม่ดีควรระวั

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 5 ก.พ.56

4 วิธีในการแก้ปัญหาความจำหลงๆลืมๆ

ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นบางครั้งอาจทำให้เริ่มหลงๆลืมๆไปบ้าง ปัญหานี้บรรเทาได้ด้วยเทคนิค 4ข้อ เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพนี้เพื่อสำหรับในวัยที่กำลังทำงานก็ดี ที่จะไม่ลืมส่งงาน ลืมนู่นลืมนี่ หรือจะเป็นวัยเรียนของน้องๆก็ได้นะคะ เวลาทำข้อสอบและต้องใช้ความจำซะส่วนใหญ่ นี่เป็นเกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพในการช่วยจำ ที่ดิฉันอยากจะเอามานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้ลองนำเอาไปใช้ดูค่ะ เราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ ^^

วิธีแรกโฟกัสสายตา โดยวิธีการคือ ให้ฝึกนั่งจ้องวัตถุ หรือ เหตุการณ์ตรงหน้า จดจำรายละเอียดให้มากที่สุด นานประมาณ 3 นาที จากนั้น ละสายตา แล้ววาดสิ่งที่เห็นบนกระดาษ เมื่อเสร็จตรวจดูว่ามีสิ่งใดตกหล่นไปหรือไม่ ฝึกสม่ำเสมอจะช่วยพัฒนาความจำระยะสั้น บริหารสมอง และเสริมประสิทธิภาพความจำด้านสายตา เช่น เอาสิ่งของมาซัก10ชิ้น แล้วห่อผ้าไว้ แล้วเปิดออกมาซัก10 วินาที แล้วก้อพูดหรือเขียนออกมา เป็นการฝึกความจำได้อีกวิธีนึงเลยค่ะ

วิธีที่ 2 วิธีต่อมา รับประทานอาหารที่ช่วยในเรื่องความจำ แนะนำให้เป็นอาหารที่อุดมวิตามินซี, อี และเบต้าแคโรทีน โดยเฉพาะส้ม องุ่น เบอร์รี ผักสีเขียว ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองเสื่อม ทั้งนี้ ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ผู้บริโภควิตามินซีสูง มีผลการทดสอบด้านสมาธิ ความจำ และการคำนวณดีที่สุดด้วยค่ะ

ตามด้วยวิธีที่ 3 การทำกิจกรรมที่ช่วยให้เรามีทักษะ ใหม่ๆอยู่เสมอ เช่นกิจกรรมที่ท้าทายความคิด เมื่ออายุเริ่มเข้าเลขสาม สมองจะเริ่มทำงานช้าลง ดังนั้น ควรหางานอดิเรกยามว่างที่สนุกสนานทำ เช่น เต้นแทงโก้ เรียนภาษาใหม่ ต่อจิ๊กซอว์ เกมส์ปริศนาอักษรไขว้ เล่นปิงปอง เป็นต้น ช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมอง และความจำได้ดี แต่อย่าพยายามไปหากิจกรรมอะไรที่ทำแล้วให้เครียดมากกว่านี้นะคะ เดี๋ยวมันจะไปกันใหญ่ค่ะ

วิธีสุดท้าย คือการนอนหลับพักผ่อนให้ เพียงพอ และกินอาหารให้ครย 5 หมู่ค่ะ เวลาในการนอนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้ และความจำ และทารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและสมองนะคะ ขอบคุณค่ะ

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อุ่นรัก (ไอ) ราม

โรงพยาบาลรามคำแหงร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในโครงการ “อุ่นรัก (ไอ) ราม” โดยเปิดรับบริจาคโลหิตใน
วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.00 น.
ณ อาคารซี ชั้น 10 โรงพยาบาลรามคำแหง
โดยโลหิตทุกยูนิตที่ได้รับบริจาค สภากาชาดไทยจะนำไปใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วประเทศ
สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-743-999 ต่อ 2999
โรงพยาบาลรามคำแหงร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
ในโครงการ “อุ่นรัก (ไอ) ราม” โดยเปิดรับบริจาคโลหิตใน
วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.00 น. 
ณ อาคารซี ชั้น 10 โรงพยาบาลรามคำแหง
โดยโลหิตทุกยูนิตที่ได้รับบริจาค สภากาชาดไทยจะนำไปใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วประเทศ 
สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-743-999 ต่อ 2999

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เตือนหญิงสาวให้ระมัดระวังการถูกมอมเมาด้วยยาเสียสาว

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวเตือนหญิงสาวให้ระมัดระวังการถูกมอมเมาด้วยยาเสียสาวหรือยา จีเอชบี (GHB หรือ Gammahydroxybutyrate) ด้วยหลัก 7 ไม่ คือ

1. ไม่ไปร่วมงานคนเดียว ควรมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไปด้วย
2. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หากต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้ดื่มพอประมาณ เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลา
3. ไม่รับเครื่องดื่มจากคนที่เราไม่รู้จักดีหรือไม่สามารถเชื่อใจได้
4. ไม่ดื่มอย่างรวดเร็ว เพราะหากเครื่องดื่มถูกใส่ยาลงไปจะได้มีเวลาที่จะระวังตัวได้ทัน 5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแก้วเดียวกับผู้อื่น
6. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่อยู่ในภาชนะที่มีปากกว้าง เช่น อ่างใส่พั้นช์ เพราะง่ายต่อการถูกใส่ยาหรืออาจถูกใส่ยาไปแล้ว
และ 7. ไม่ควรละสายตาจาก เครื่องดื่มของตน หากต้องเข้าห้องน้ำหรือออกไปเต้นรำ กลับมาแล้วควรเปลี่ยนแก้วใหม่ทันที

ที่มา www.thaihealth.or.th

การป้องกันผีหลอกในโรงแรม

นี่คือความเชื่อบางข้อของบรรดาเจ้าของธุรกิจโรงแรม โรงแรมทุกๆ แห่งนั้น ย่อมจะมีอย่างน้อยหนึ่งห้องที่ซึ่งถูกปล่อยให้ว่างไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าโรงแรมห้อง เต็มขนาดไหน พวกเขาจะไม่ขายห้องนั้นให้กับแขกคนใดทั้งสิ้น ว่ากันว่าห้องพิเศษห้องนั้นได้ "สงวนไว้" สำหรับ "แขกพิเศษเหล่านั้น" ฉะนั้น เมื่อคุณมีแผนที่จะเข้าพักในโรงแรมแห่งใดแห่งหนึ่ง ควรจองล่วง หน้าไว้ก่อนเสมอ

พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าพักแบบวอล์คอิน (Walk in) ถ้าพนักงานต้อนรับได้บอกคุณไปแล้วว่าไม่เหลือ ห้องว่างอีกต่อไปแล้ว จงอย่าได้ดื้อดึงอยู่ต่อหรือพยายามติดสินบนพวกเขาเพื่อที่จะให้พวกเขาให้ ห้องพักแ ก่คุณ ถ้าหากคุณทำอย่างนั้น เกือบทุกครั้งที่ห้องที่คุณได้ไปจะ เป็น "ห้องพิเศษ"ที่ว่านั่น และอีกเช่นกันที่ บางครั้ง "แขกพิเศษ" เหล่านั้น อาจจะโผล่ไปที่ห้องอื่นๆ ด้วย ดังนั้นนี่คือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยว่าคุณจะป้องกันตัวคุณเองได้อย่างไร

- ก่อนที่จะเข้า
ยังห้องพักของคุณ จงเคาะประตูก่อนทุกครั้ง แม้คุณจะรู้ว่านี่เป็นห้องว่างก็ตาม

- หลังจากที่เข้าไปอยู่ในห้องแล้ว หากคุณรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในทันทีทันใด และมีอาการ "ขนลุก" จง ออกจากห้องไปเงียบๆ และโดยทันที แล้วไปหาพนักงานต้อนรับเพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ โดยส่วนใหญ่แล้ว พนักงานต้อนรับจะเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

- หลังจากอยู่ภายในห้องแล้ว จงเปิดไฟให้ครบทุกดวงในทันที พร้อมกับเปิดผ้าม่านเพื่อ ปล่อยให้แสงแดดส่องเข้ามา

- ก่อนเข้านอน จัดวางรองเท้าของคุณให้อยู่ในลักษณะกลับหัวกลับหางกัน บางคนบอกเอาไว้ว่านี่เป็น การแสดงถึงหลัก "หยิน-หยาง"เพื่อคุ้มครองคุณขณะที่คุณหลับ

- จงเปิดโคมไฟทิ้งไว้อย่างน้อยดวงหนึ่งขณะที่คุณหลับ ยิ่งเป็นไฟในห้องน้ำยิ่งดี

- หากคุณพักคนเดียว และห้องคุณเป็นเตียงคู่ อย่าเข้านอนโดยปล่อยให้อีกเตียงหนึ่งว่างเปล่า พยายามนำสิ่งของไปวางไว้เช่น กระเป๋าเดินทาง ที่เตียงว่างอีกเตียงหนึ่งก่อนที่คุณจะหลับ

Cr.Thenightshock
//แรบบิท♥
การป้องกันผีหลอกในโรงแรม

นี่คือความเชื่อบางข้อของบรรดาเจ้าของธุรกิจโรงแรม โรงแรมทุกๆ แห่งนั้น ย่อมจะมีอย่างน้อยหนึ่งห้องที่ซึ่งถูกปล่อยให้ว่างไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าโรงแรมห้อง เต็มขนาดไหน พวกเขาจะไม่ขายห้องนั้นให้กับแขกคนใดทั้งสิ้น ว่ากันว่าห้องพิเศษห้องนั้นได้ "สงวนไว้" สำหรับ "แขกพิเศษเหล่านั้น" ฉะนั้น เมื่อคุณมีแผนที่จะเข้าพักในโรงแรมแห่งใดแห่งหนึ่ง ควรจองล่วง หน้าไว้ก่อนเสมอ

พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าพักแบบวอล์คอิน (Walk in) ถ้าพนักงานต้อนรับได้บอกคุณไปแล้วว่าไม่เหลือ ห้องว่างอีกต่อไปแล้ว จงอย่าได้ดื้อดึงอยู่ต่อหรือพยายามติดสินบนพวกเขาเพื่อที่จะให้พวกเขาให้ ห้องพักแ ก่คุณ ถ้าหากคุณทำอย่างนั้น เกือบทุกครั้งที่ห้องที่คุณได้ไปจะเป็น "ห้องพิเศษ"ที่ว่านั่น และอีกเช่นกันที่ บางครั้ง "แขกพิเศษ" เหล่านั้น อาจจะโผล่ไปที่ห้องอื่นๆ ด้วย ดังนั้นนี่คือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยว่าคุณจะป้องกันตัวคุณเองได้อย่างไร

- ก่อนที่จะเข้า
ยังห้องพักของคุณ จงเคาะประตูก่อนทุกครั้ง แม้คุณจะรู้ว่านี่เป็นห้องว่างก็ตาม

- หลังจากที่เข้าไปอยู่ในห้องแล้ว หากคุณรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในทันทีทันใด และมีอาการ "ขนลุก" จง ออกจากห้องไปเงียบๆ และโดยทันที แล้วไปหาพนักงานต้อนรับเพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ โดยส่วนใหญ่แล้ว พนักงานต้อนรับจะเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

- หลังจากอยู่ภายในห้องแล้ว จงเปิดไฟให้ครบทุกดวงในทันที พร้อมกับเปิดผ้าม่านเพื่อ ปล่อยให้แสงแดดส่องเข้ามา

- ก่อนเข้านอน จัดวางรองเท้าของคุณให้อยู่ในลักษณะกลับหัวกลับหางกัน บางคนบอกเอาไว้ว่านี่เป็น การแสดงถึงหลัก "หยิน-หยาง"เพื่อคุ้มครองคุณขณะที่คุณหลับ

- จงเปิดโคมไฟทิ้งไว้อย่างน้อยดวงหนึ่งขณะที่คุณหลับ ยิ่งเป็นไฟในห้องน้ำยิ่งดี

- หากคุณพักคนเดียว และห้องคุณเป็นเตียงคู่ อย่าเข้านอนโดยปล่อยให้อีกเตียงหนึ่งว่างเปล่า พยายามนำสิ่งของไปวางไว้เช่น กระเป๋าเดินทาง ที่เตียงว่างอีกเตียงหนึ่งก่อนที่คุณจะหลับ 

Cr.Thenightshock
//แรบบิท<3

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

เรื่องนี้ต้องส่งเพราะว่าอันตรายมาก !!!

เรื่องนี้ต้องส่งเพราะว่าอันตรายมาก !!!

ดิฉันได้ไปเดินซื้อของที่บิ๊กซี สาขาแฟชั่นไอร์แลนด์ ซึ่งได้ไปถึงห้างเวลา ประมาณ 18.30 น.
ไปกับอีกครอบครัวหนึ่ง ดิฉันก็ไปกับแฟนและลูก ซึ่งก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ทานสุกี้เสร็จประมาณทุ่มกว่าๆ
ดิฉันก็จะเข้าไปซื้อของที่บิ๊กซีตรงชั้น 1 กับพี่ข้างบ้านและเด็กอีก 3 คน ส่วนแฟนดิฉันและแฟนพี่ข้างบ้านไปห้องน้ำ
ดิฉันซื้อของเยอะเพราะ 1 เดือนจะซื้อของ 1 ครั้ง พี่ข้างบ้านก็เลยบอกว่างั้นแยกกันเดินเพราะเค้าซื้อของนิดเดียว
ก็แยกกันพี่ข้างบ้านก็ไปกับลูกเค้าและลูกดิฉัน ส่วนดิฉันได้เดินซื้อของคนเดียว ก็ซื้อของเยอะมากทั้งนม น้ำปลา ฯลฯ
คือเข้าล็อกนั้น ออกล็อกนี้ จนจะขึ้นไปชั้น 2 เห็นทางห้างวางไข่ไก่ ถาด 30 ฟองไว้ตรงทางขึ้นบันไดเลื่อน ดิฉันก็เลย
จอดรถเข็นตรงที่ขายไข่ไก่แล้วหันข้างให้รถเข็น และเลือกไข่ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที เมื่อหันมาจะนำไข่มาใส่รถเข็น
ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวไม่สะอาด ใส่เสื้อยืดสีน้ำเงิน ใส่กางเกงส ี่ส่วนสีดำ อายุไม่เกิน 30 ปี ผิวดำแดง ผมหยักโศก
มาจับตรงรถเข็นดิฉัน (จับตรงราวจับรถเข็น) ซึ่งเมื่อเค้าเห็นดิฉันหันมามอง ก็ปล่อยมือจากรถเข็นของดิฉัน เค้ามากัน 4 คน
มีชาย 2 คน หญิง 1 คน และเด็กตัวเล็กๆ อายุประมาณ 1 ขวบกว่าๆ 1 คน แต่ยังอยู่ข้างๆ ดิฉัน ซึ่งดิฉันก็คิดในใจว่ามาจับรถเข็นของฉันทำไม ซึ่งกว่าที่ดิฉันจะไปจับราวรถเข็นเพื่อเข็นรถเข็นอีก ก็ใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที เพราะต้องจัดใหม่เพื่อเอาไข่วาง เมื่อจัดรถเข็นเสร็จก็เข็นรถเข็นขึ้นบันไดเลื่ อนไปที่ชั้น 2 ดิฉันก็เหลือบมองด้านหลังว่ามีใครตามมาหรือเปล่า เพราะเริ่มรู้สึกผิดปกติแล้ว ก็เห็นผู้หญิงคนนี้เดินตามดิฉันขึ้นมาคนเดียว
ดิฉันก็เลยจะโทรหาแฟนเพราะเริ่มรู้สึกไม่ดี ก็เปิดกระเป๋าเพื่อจะหยิบโทรศัพท์ เหลือบตามองข้างบน ปกติจะมีพนักงานของบิ๊กซีช่วยดึงรถเข็น แต่เวลานั้นประมาณเกือบ 2 ทุ่มไม่มีคนช่วยดึงรถเข็น ก็เลยคิดว่าเก็บโทรศัพท์ เพราะรถเข็นเราหนักเดี๋ยวจะฉุกละหุก และคิดว่าเดี๋ยวขึ้นชั้น 2 แล้วค่อยโทรก็ได้
เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนมาชั้น 2 ก็จอดรถเข็นตรงกระบะขายชุดชั้นใน ผู้หญิงคนนั้นก็เดินผ่านไปนิดนึง แต่ยังเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ดิฉัน ดิฉันก็โทรศัพท์หาแฟนและพี่ข้างบ้านโทรเท่าไหร่ก็ไม่ติดซักที ผ่านไปประมาณ 5 นาที ผู้ชายอีกคนกับเด็กก็เข็นรถเข็นขึ้นมาชั้น 2 ผู้ชายคนนี้มีผมสีดอกเลา ไว้หนวด ผอม ใส่เสื้อกีฬาคอปกสีเหลือง
ใส่กางเกงขาสั้นสี น้ำตาลอ่อน ก็เข็นผ่านมาและผู้หญิงคนนี้ก็
เดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้เดินดูของ จนไปสุดทางเดินและเลี้ยวไป ซึ่งขณะนั้นดิฉันก็ยังโทรหาแฟนและพีข้างบ้านอยู่
ตาก็เหลือบมองพวกเค้าไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเค้าเลี้ยวไป ดิฉันเริ่มรู้สึกว่า ร่างกายเราผิดปกติจะอาเจียนเป็นลม หน้ามืด
ดิฉันจึงเทสต์ตัวเองด้วยการหยิกที่แขนทั้งสองข้าง ซึ่งไม่รู้สึกว่าเจ็บเลย
ดิฉันจึงคิดว่าถ้าโทรหาแฟน กว่าจะมาดิฉันคงแย่แน่ จึงวิ่งไปคว้าแขนของพนักงานของบิ๊กซี แล้วบอกว่าพี่ช่วยหนูด้วย หนูไม่ไหวแล้ว จะเป็นลมจะอาเจียน
พนักงานพาดิฉันไปทานน้ำดื่ม แล้วดิฉันก็เล่าเหตุการณ์ให้พนักงานท่านนี้ฟัง พนักงานก็บอกดิฉันว่า สงสัยดิฉันคงไปโดนยาที่ผู้หญิงคนนั้นมาป้าย ตรงราวจับรถเข็นให้แล้ว จึงให้ดิฉันทานน้ำเยอะๆ แล้วนั่งพัก พนักงานท่านนั้นยังยืนอยู่
ดิฉันก็บอกรูปพรรณของผู้หญิงคนนั้น พนักงานก็ถามดิฉันว่าใช่ใส่รองเท้าฟองน้ำสีเขียวหรือเปล่ า
ดิฉันก็เลยเอียงคอมองแล้วตอบว่าใช่ ผู้หญิงคนนี้เดินไปอ้อมที่ขายเสื้อผ้าผู้หญิง และอ้อมมามาเดือนป้วนเปี้ยนแถวๆ
รถเข็นที่ฉันจอดทิ้งไว้อยู่ ดิฉันก็บอกพนักงานว่าอย่าเพิ่งไปไหนนะให้อยู่เป็นเพื่อนก่อน ระหว่างนั้นฉันก็โทรหาแฟนจนติด และบอกแฟนว่าให้รีบมาไม่ไหวแล้วจะเป็นลม แฟนก็รีบมา ผู้หญิงคนนั้นยังเดินวนหาดิฉันอยู่ เมื่อแฟนมาดิฉันก็เล่าให้ฟังแฟนก็เลยเดินไปหาผู้หญิงคนนั้นกะจะเข้าไปถามว่า ตามมาทำไม ต้องการอะไร แต่เดินไปนิดนึง เหลือบตามองเห็นมีผู้ชายมองอยู่ 2 คน จึงเดินกลับและบอกว่าไปจ่ายตังและกลับกันเถอะ
ก็ไปบอกพนักงานฝากดูต่อด้วย เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็บอกพี่ข้างบ้าน เล่าให้ฟังพี่ข้างบ้านจึงชวนกลั
เมือนั่งมาในรถยังรู้สึกอยากอาเจียนอยู่
อยากฝากไว้เป็นอุทธาหรณ์ให้คนอื่นได้ทราบว่า เดี๋ยวนี้ต้องระวังไปไหนมาไหน
และได้ถามหมอว่ายาที่โดนเป็นยาอะไร
หมอบอกว่า เป็นสารระเหยชนิดหนึ่ง ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่จะทำให้เรารู้สึกชา มึนงง จะเป็นลม
ช่วยส่งต่อให้เพื่อนที่คุณรัก เค้าจะได้ระวังตัว

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

ประสบการณ์

เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าห้างสรรพสินค้า แจกใบปลิวให้กับสตรีทุกคนที่ผ่าน
เข้าไป ข้อความบนใบปลิวนั้นเธอเขียนขึ้นเองโดยเล่าประสบการณ์ที่เธอได้รับเพื่อจะเตือนสตรีคนอื่น ๆ
เมื่อวันก่อนหญิงผู้นี้ซื้อของเสร็จก็กลับออกไปที่รถและพบว่ายางรถของเธอแบน เธอจึงเอาแม่แรงออกมาจากท้ายรถและเริ่มลงมือเปลี่ยนยาง ขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งแต่งตัวดีท่าทางเป็นนักธุรกิจ ถือกระเป๋าเอกสารเดินตรงมาที่เธอและพูดว่า “ ผมสังเกตเห็นว่าคุณกำลังเปลี่ยนยางรถอยู่ จะให้ผมช่วยไหม ? ” หญิงคนนั้นรู้สึกของคุณมากและยอมรับความช่วยเหลือ ขณะเปลี่ยนยางเขาก็พูดคุยกันอย่างเป็นมิตร เมื่อเปลี่ยนยางเสร็จก็เก็บยางที่แบนและแม่แรงไว้ท้ายรถ หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเขาอย่างมากมาย และขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นว่าเขาทิ้งรถของเขาไว้อีกด้านหนึ่งของห้างและจะรังเกียจไหมถ้าขออาศัยติดรถไปที่เขาจอดรถไว้ เธอก็นึกฉงนขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้ถามว่าแล้วทำไมรถของคุณถึงได้อยู่อีกด้านหนึ่งของห้าง เขาก็อธิบายว่าเขาพบกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมานานมากแล้วคนหนึ่งในห้าง พวกเขาก็เลยไปหาอะไรทาน พูดคุยกันสักครู่ ตอนออกมาจากห้างก็ออกผิดทางและตอนนี้เขาก็สายมากแล้ว ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่อยากจะปฏิเสธเพราะเขาเพิ่งเข้ามาช่วยเหลือเธอเปลี่ยนยางรถ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดใจ (ออกจะเชื่อความรู้สึกของตนเอง) แล้วเธอก็จำได้ว่าเห็นชายคนนั้นเอากระเป๋าเอกสารของเขาใส่ไว้ท้ายรถของเธอก่อนจะปิดท้ายรถและก่อนที่จะขอติดรถไปที่รถของเขา ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เธอจึงบอกเขาว่าเธอยินดีที่จะขับพาเขาไปเอารถแต่เธอเพิ่งนึกได้ว่าเธอลืมซื้อของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอบอกว่าเธอจะใช้เวลา 2-3 นาทีเท่านั้นเอง และขอให้เขานั่งคอยเธอในรถก่อน เธอจะรีบไปรีบมา แล้วเธอก็รีบเข้าไปในห้างและเล่าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รปภ.ก็ออกมาที่รถกับเธอแต่ชายคนนั้นไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงเปิดท้ายรถดู เอากระเป๋าเอกสารที่ล็อคอยู่ของชายคนนั้นไปที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดดูโดยตั้งใจจะดูว่าเป็นของใครจะได้ติดตามคืนได้ถูก สิ่งที่พบในกระเป๋าคือเชือก เทปกาว และมีด และเมื่อตำรวจตรวจสอบยางที่แบนก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากมันถูกปล่อยลมออกให้แบน นี่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของชายผู้นั้นอย่างชัดเจนและเขาได้คิดวางแผนไว้ล่วงหน้า หญิงคนนี้โชคดีอย่างยิ่งที่รอดพ้นอันตรายมาได้
ลองมาคิดดูว่ามันจะเลวร้ายกว่านั้นขนาดไหนถ้าหญิงคนนั้นมีลูก ๆ มาด้วยและต้องนั่งคอยอยู่ด้วยในรถขณะที่ชายคนนั้นเปลี่ยนยาง หรือถ้าหญิงคนนั้นมีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องจับให้นั่งติดอยู่กับเก้าอี้เด็กในรถ

ได้โปรดกรุณาส่งต่อข้อความนี้ไปให้ผู้หญิงทุกคนที่ท่านรู้จัก ท่านอาจจะช่วยชีวิตคนไว้ได้ แสงเทียนจะไม่มีวันริบหรี่ถ้าจุดเพิ่มอีกเล่ม ทีแรกข้าพเจ้าว่าจะส่งให้เฉพาะสุภาพสตรี แต่ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายถ้าท่านรักแม่ ภรรยา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว เครือญาติที่เป็นผู้หญิงของท่าน กรุณาส่งข้อความนี้ต่อเช่นกัน เพื่อช่วยกันเตือนว่าโลกที่เราอยู่นี้มีเรื่องราวที่ไม่คาดคิดเช่นนี้อยู่มาก ฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนจะได้ไม่เสียใจภายหลัง
เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าห้างสรรพสินค้า แจกใบปลิวให้กับสตรีทุกคนที่ผ่า
เข้าไป ข้อความบนใบปลิวนั้นเธอเขียนขึ้นเองโดยเล่าประสบการณ์ที่เธอได้รับเพื่อจะเตือนสตรีคนอื่น ๆ
เมื่อวันก่อนหญิงผู้นี้ซื้อของเสร็จก็กลับออกไปที่รถและพบว่ายางรถของเธอแบน เธอจึงเอาแม่แรงออกมาจากท้ายรถและเริ่มลงมือเปลี่ยนยาง ขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งแต่งตัวดีท่าทางเป็นนักธุรกิจ ถือกระเป๋าเอกสารเดินตรงมาที่เธอและพูดว่า “ ผมสังเกตเห็นว่าคุณกำลังเปลี่ยนยางรถอยู่ จะให้ผมช่วยไหม ? ” หญิงคนนั้นรู้สึกของคุณมากและยอมรับความช่วยเหลือ ขณะเปลี่ยนยางเขาก็พูดคุยกันอย่างเป็นมิตร เมื่อเปลี่ยนยางเสร็จก็เก็บยางที่แบนและแม่แรงไว้ท้ายรถ หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเขาอย่างมากมาย และขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นว่าเขาทิ้งรถของเขาไว้อีกด้านหนึ่งของห้างและจะรังเกียจไหมถ้าขออาศัยติดรถไปที่เขาจอดรถไว้ เธอก็นึกฉงนขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้ถามว่าแล้วทำไมรถของคุณถึงได้อยู่อีกด้านหนึ่งของห้าง เขาก็อธิบายว่าเขาพบกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมานานมากแล้วคนหนึ่งในห้าง พวกเขาก็เลยไปหาอะไรทาน พูดคุยกันสักครู่ ตอนออกมาจากห้างก็ออกผิดทางและตอนนี้เขาก็สายมากแล้ว ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่อยากจะปฏิเสธเพราะเขาเพิ่งเข้ามาช่วยเหลือเธอเปลี่ยนยางรถ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดใจ (ออกจะเชื่อความรู้สึกของตนเอง) แล้วเธอก็จำได้ว่าเห็นชายคนนั้นเอากระเป๋าเอกสารของเขาใส่ไว้ท้ายรถของเธอก่อนจะปิดท้ายรถและก่อนที่จะขอติดรถไปที่รถของเขา ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เธอจึงบอกเขาว่าเธอยินดีที่จะขับพาเขาไปเอารถแต่เธอเพิ่งนึกได้ว่าเธอลืมซื้อของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอบอกว่าเธอจะใช้เวลา 2-3 นาทีเท่านั้นเอง และขอให้เขานั่งคอยเธอในรถก่อน เธอจะรีบไปรีบมา แล้วเธอก็รีบเข้าไปในห้างและเล่าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รปภ.ก็ออกมาที่รถกับเธอแต่ชายคนนั้นไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงเปิดท้ายรถดู เอากระเป๋าเอกสารที่ล็อคอยู่ของชายคนนั้นไปที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดดูโดยตั้งใจจะดูว่าเป็นของใครจะได้ติดตามคืนได้ถูก สิ่งที่พบในกระเป๋าคือเชือก เทปกาว และมีด และเมื่อตำรวจตรวจสอบยางที่แบนก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากมันถูกปล่อยลมออกให้แบน นี่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของชายผู้นั้นอย่างชัดเจนและเขาได้คิดวางแผนไว้ล่วงหน้า หญิงคนนี้โชคดีอย่างยิ่งที่รอดพ้นอันตรายมาได้
ลองมาคิดดูว่ามันจะเลวร้ายกว่านั้นขนาดไหนถ้าหญิงคนนั้นมีลูก ๆ มาด้วยและต้องนั่งคอยอยู่ด้วยในรถขณะที่ชายคนนั้นเปลี่ยนยาง หรือถ้าหญิงคนนั้นมีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องจับให้นั่งติดอยู่กับเก้าอี้เด็กในรถ

ได้โปรดกรุณาส่งต่อข้อความนี้ไปให้ผู้หญิงทุกคนที่ท่านรู้จัก ท่านอาจจะช่วยชีวิตคนไว้ได้ แสงเทียนจะไม่มีวันริบหรี่ถ้าจุดเพิ่มอีกเล่ม ทีแรกข้าพเจ้าว่าจะส่งให้เฉพาะสุภาพสตรี แต่ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายถ้าท่านรักแม่ ภรรยา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว เครือญาติที่เป็นผู้หญิงของท่าน กรุณาส่งข้อความนี้ต่อเช่นกัน เพื่อช่วยกันเตือนว่าโลกที่เราอยู่นี้มีเรื่องราวที่ไม่คาดคิดเช่นนี้อยู่มาก ฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนจะได้ไม่เสียใจภายหลัง

วิธีการเชคเส้นเลือดอุดตันในสมอง อาการบ่งชี้ และการทดสอบ

ช่วยกันแชร์ครับ

เครดิต :ศูนย์พัฒนาคุณภาพสังคมคนไทยทำดี


วิธีการเชคเส้นเลือดอุดตันในสมอง อาการบ่งชี้ และการทดสอบ
ใช้เวลาอ่านบทความนี้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ถ้าเราสามารถจำสิ่งง่ายๆเหล่านี้ได้ เราอาจมีโอกาสช่วยชีวิตคนบางคนได้.....

ระหว่างงานเลี้ยง เพื่อนคนหนึ่งสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น แต่เธอบอกกับทุกคนว่าเธอไม่เป็นไร (เพื่อนๆถามว่าจะให้เรียกแพทย์มั้ย) เธอบอกว่าเธอแค่สะดุดก้อนหินเพราะยังไม่ชินที่ใส่รองเท้าคู่ใหม่มา
ทุกคนช่วยกันปัดเศษสกปรกออกไปจากตัวเธอและไปตักอาหารมาให้ใหม่ ตัวเธอเองหลังจากนั้นรู้สึกว่าจะมีอาการสั่นเล็กน้อย แต่ก็สนุกสนานดีตลอดเย็นวันนั้น

หลังจากนั้น สามีของเธอโทรหาเพื่อนๆทุกคนว่า ภรรยาเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล (และเสียชีวิตในเช้าวันรุ่งขึ้น) เธอมีอาการของเส้นเลืดอุดตันในสมองตั้งแต่ตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงแล้ว

ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอมีอาการนี้เสียตั้งแต่แรก บางทีเธออาจจะยังอยู่กับพวกเราในวันนี้ก็ได้ บางคนก็ไม่เสียชีวิต แต่ต้องใช้ชีวิตอย่างคนสิ้นหวังและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ (เพราะเป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต)

แพทย์ด้านประสาทวิทยากล่าววา ถ้าแพทย์สามารถไปถึงตัวผู้ป่วยเส้นเลือดสมองอุดตันได้ภายใน 3 ชั่วโมง แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้แน่นอน ที่สำคัญก็คือต้องทราบว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคนี้ วินิจฉัยได้ได้ จากนั้นก็ให้การรักษาภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งเรื่องจริงนั้นเป็นไปได้ยากอยู่ นอกจากจะรู้ก่อนว่ามันคือเส้นเลือดสมองอุดตัน

บางครั้งอาการของโรคเส้นเลือดสมองอุดตันก็เป็นการยากที่จะรู้กันได้ แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การไม่รู้อาจหมายถึงหายนะได้ สมองผู้ป่วยอาจจะโดนทำลายอย่างรุนแรง แต่คนรอบข้างไม่ได้รู้เลยว่านี่คืออาการของเส้นเลือดสมองอุดตัน


หมอบอกว่า คนที่ยืนอยู่รอบข้างก็สามารถรู้อาการได้ โดยคำถาม3 ข้อ ดังนี้

S *Ask the individual to SMILE. คือบอกให้ผู้ป่วย ยิ้ม

T *Ask the person to TALK and SPEAK A SIMPLE SENTENCE (Coherently) (i.e.. It is sunny out today.)
คือบอกให้ผู้ป่วยพูด โดยอาจจะเป็นประโยคง่ายๆ เช่น วันนี้อากาศดีนะ

R *Ask him or her to RAISE BOTH ARMS.
คือบอกให้ผู้ป่วยยกแขนทั้งสองข้างขึ้น

ถ้าผู้ป่วยมีความลำบากในการทำข้อใดข้อหนึ่ง ให้โทร.หาเบอร์ฉุกเฉินทันทีและแจ้งไปว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างไร

Blood Clots/Stroke - They Now Have an Indicator, the Tongue
สัญญาณใหม่ของเส้นเลือดสมองอุดตัน -- แลบลิ้นออกมาดู
คือ ลองให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมา หากลิ้นมีลักษณะม้วนงอ ตกไปด้านใดด้านหนึ่ง นั่นคือข้อบ่งชี้ว่ามีอาการเส้นเลือดสมองอุดตัน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจบอกว่า หากคุณได้รับทราบข้อความนี้ และส่งต่อ อาจมีโอกาสช่วยชีวิตผู้ป่วยอย่างน้อย ๑ คน ก็เป็นได้

ข้อมูลและ ภาพทั้งหมดมาจาก https://www.facebook.com/LiveCasting ครับ ขอบคุณมากครับ
ช่วยกันแชร์ครับ

เครดิต :ศูนย์พัฒนาคุณภาพสังคมคนไทยทำด


วิธีการเชคเส้นเลือดอุดตันในสมอง อาการบ่งชี้ และการทดสอบ
ใช้เวลาอ่านบทความนี้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ถ้าเราสามารถจำสิ่งง่ายๆเหล่านี้ได้ เราอาจมีโอกาสช่วยชีวิตคนบางคนได้.....

ระหว่างงานเลี้ยง เพื่อนคนหนึ่งสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น แต่เธอบอกกับทุกคนว่าเธอไม่เป็นไร (เพื่อนๆถามว่าจะให้เรียกแพทย์มั้ย) เธอบอกว่าเธอแค่สะดุดก้อนหินเพราะยังไม่ชินที่ใส่รองเท้าคู่ใหม่มา
ทุกคนช่วยกันปัดเศษสกปรกออกไปจากตัวเธอและไปตักอาหารมาให้ใหม่ ตัวเธอเองหลังจากนั้นรู้สึกว่าจะมีอาการสั่นเล็กน้อย แต่ก็สนุกสนานดีตลอดเย็นวันนั้น

หลังจากนั้น สามีของเธอโทรหาเพื่อนๆทุกคนว่า ภรรยาเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล (และเสียชีวิตในเช้าวันรุ่งขึ้น) เธอมีอาการของเส้นเลืดอุดตันในสมองตั้งแต่ตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงแล้ว

ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอมีอาการนี้เสียตั้งแต่แรก บางทีเธออาจจะยังอยู่กับพวกเราในวันนี้ก็ได้ บางคนก็ไม่เสียชีวิต แต่ต้องใช้ชีวิตอย่างคนสิ้นหวังและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ (เพราะเป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต)

แพทย์ด้านประสาทวิทยากล่าววา ถ้าแพทย์สามารถไปถึงตัวผู้ป่วยเส้นเลือดสมองอุดตันได้ภายใน 3 ชั่วโมง แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้แน่นอน ที่สำคัญก็คือต้องทราบว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคนี้ วินิจฉัยได้ได้ จากนั้นก็ให้การรักษาภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งเรื่องจริงนั้นเป็นไปได้ยากอยู่ นอกจากจะรู้ก่อนว่ามันคือเส้นเลือดสมองอุดตัน

บางครั้งอาการของโรคเส้นเลือดสมองอุดตันก็เป็นการยากที่จะรู้กันได้ แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การไม่รู้อาจหมายถึงหายนะได้ สมองผู้ป่วยอาจจะโดนทำลายอย่างรุนแรง แต่คนรอบข้างไม่ได้รู้เลยว่านี่คืออาการของเส้นเลือดสมองอุดตัน


หมอบอกว่า คนที่ยืนอยู่รอบข้างก็สามารถรู้อาการได้ โดยคำถาม3 ข้อ ดังนี้

S *Ask the individual to SMILE. คือบอกให้ผู้ป่วย ยิ้ม

T *Ask the person to TALK and SPEAK A SIMPLE SENTENCE (Coherently) (i.e.. It is sunny out today.)
คือบอกให้ผู้ป่วยพูด โดยอาจจะเป็นประโยคง่ายๆ เช่น วันนี้อากาศดีนะ

R *Ask him or her to RAISE BOTH ARMS.
คือบอกให้ผู้ป่วยยกแขนทั้งสองข้างขึ้น

ถ้าผู้ป่วยมีความลำบากในการทำข้อใดข้อหนึ่ง ให้โทร.หาเบอร์ฉุกเฉินทันทีและแจ้งไปว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างไร

Blood Clots/Stroke - They Now Have an Indicator, the Tongue
สัญญาณใหม่ของเส้นเลือดสมองอุดตัน -- แลบลิ้นออกมาดู
คือ ลองให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมา หากลิ้นมีลักษณะม้วนงอ ตกไปด้านใดด้านหนึ่ง นั่นคือข้อบ่งชี้ว่ามีอาการเส้นเลือดสมองอุดตัน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจบอกว่า หากคุณได้รับทราบข้อความนี้ และส่งต่อ อาจมีโอกาสช่วยชีวิตผู้ป่วยอย่างน้อย ๑ คน ก็เป็นได้

ข้อมูลและ ภาพทั้งหมดมาจาก https://www.facebook.com/LiveCasting ครับ ขอบคุณมากครับ

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

5 อาหารบำรุง "ตับ" เพื่อตัดตอนความป่วย

5 อาหารบำรุง "ตับ" เพื่อตัดตอนความป่วย

การดื่มเหล้าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่เสี่ยงภาวะตับอักเสบ พฤติกรรมการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการมีสารเจือปนในอากาศและอาหารมากมายในทุกวันนี้ ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กำลังสะสมสารพิษในตับมากมายโดยไม่รู้ตัว
 
โรคตับนับเป็นโรคติดอันดับต้น ๆ ที่มีคนป่วยมากขึ้น สาเหตุสำคัญอีกอย่าง ที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ การทานยาต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี และนี่คือ 5 อาหารตัดตอนความป่วย ที่ช่วยเคลียร์การสะสมโรคภัยในตับที่มีผลต่อการเจ็บง่าย หายยากของโรคสุขภาพนานาชนิด ที่คุณควรอ่านและควรทำ
 
ซุปรวมเห็ดล้างไขมันในตับ เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว
 
การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ
 
ขมิ้นชันขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน ปริมาณ 5,000-8,000 มิลลิกรัมต่อวัน
 
เก๋ากี้ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ มีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินอี และวิตามินบี 2 ซึ่งมีส่วนในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่าย เพียงชงเก๋ากี๋แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก
 
กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ  กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที
 
มะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารแทนนิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป
 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กระปุกดอทคอม
‎5 อาหารบำรุง "ตับ" เพื่อตัดตอนความป่วย

การดื่มเหล้าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่เสี่ยงภาวะตับอักเสบ พฤติกรรมการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการมีสารเจือปนในอากาศและอาหารมากมายในทุกวันนี้ ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กำลังสะสมสารพิษในตับมากมายโดยไม่รู้ตัว

โรคตับนับเป็นโรคติดอันดับต้น ๆ ที่มีคนป่วยมากขึ้น สาเหตุสำคัญอีกอย่าง ที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ การทานยาต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี และนี่คือ 5 อาหารตัดตอนความป่วย ที่ช่วยเคลียร์การสะสมโรคภัยในตับที่มีผลต่อการเจ็บง่าย หายยากของโรคสุขภาพนานาชนิด ที่คุณควรอ่านและควรทำ

ซุปรวมเห็ดล้างไขมันในตับ เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว

การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ

ขมิ้นชันขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน ปริมาณ 5,000-8,000 มิลลิกรัมต่อวัน

เก๋ากี้ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ มีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินอี และวิตามินบี 2 ซึ่งมีส่วนในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่าย เพียงชงเก๋ากี๋แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก

กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที

มะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารแทนนิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กระปุกดอทคอม

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

นิสัยของแต่ละกรุ๊ปเลือด ..

A : นิสัยของกรุ๊ปนี้ แม้ภายนอกทุกคนจะมองว่า กรุ๊ปเอ เป๊ะ กรุ๊ปเอ เรียบร้อย กรุ๊ปเอ เอาจริงเอาจัง แต่หารู้ไหมว่า พวกเขาไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเห็นเสมอไป พวกเขายังคงเป็นคน มีด้านที่ทำไม่ได้ มีด้านที่อยากจะอาละวาดและระบายเช่นกัน ดังนั้นด้วยความที่พวกเขาแสดงอารมณ์ไม่เก่ง อธิบายไม่ถนัด โปรดเข้าใจกรุ๊ปนี้ด้วย

B : นิสัยของกรุ๊ปนี้ แม้ภายนอกทุกคนจะมองว่า กรุ๊ปบี ลัลล๊า กรุ๊ปบีเริงร่า กรุ๊ปบีชิวๆ ไม่ซีเรียส แต่หารู้ไหมว่า บ่อยครั้งที่พวกเขาแอบร้องไห้กับตัวเอง บ่อยครั้งที่พวกเขาจริงจังกับบางสิ่งมากๆ แต่คนอื่นมองว่าแค่เล่นๆ ทั้งๆที่พวกเขาพยายามกับมันแล้ว ดังนั้น ด้วยความที่พวกเขา แสดงออกมากทางการกระทำแต่แสดงไม่เก่งทางด้านจิตใจ โปรดเข้าใจกรุ๊ปนี้ด้วย

O : นิสัยของกรุ๊ปนี้ แม้ภายนอกทุกคนจะมองว่า เฟลนลี่ ทำงานเก่ง ขี้ใจอ่อน ไม่แคร์ใคร แต่ทุกครั้ง พวกเขาก็แค่อยากให้คนอื่นไว้ใจเลยให้ความไว้ใจตัวเองก่อน ไม่ใช่คนที่ทำงานเก่ง แต่พยายามทำงาน ไม่ใช่ขี้ใจอ่อน แต่แค่คิดว่า ถ้าเป็นตัวเองขึ้นมาแล้วไม่มีคนช่วยจะทำยังไง ทั้งๆที่พวกเขาก็เหนื่อย เนื่องด้วยพวกเขาเก็บอาการเก่งเก็บไว้ภายใต้สีหน้าว่า "ไม่เป็นไร" ดังนั้นโปรดเข้าใจกรุ๊ปนี้ด้วย

AB : นิสัยของคนกรุ๊ปนี้ แม้ภายนอกทุกคนจะมองว่า โลกส่วนตัวสูง เข้าใจยาก ไร้อารมณ์ แต่พวกเขาหน่ะ จอมขี้เหงาเลย ความเหงาเป็นสิ่งที่พวกเขาแอบกลัวมา ตลอด ซ่อนไว้ภายใต้หน้าอันเฉยฉานั้น ไม่ใช่ว่าพวกเขาเข้าใจยาก แต่พวกเขาแค่ไม่ต้องการอธิบาย ต้องการแค่ใครซักคนที่เข้าใจ ไม่ต้องการประกาศเรื่องของตัวเองให้ใครได้รับรู้หรอก ดังนั้นอย่าคิดว่าพวกเขาอยู่ร่วมยาก เขาพยายาม ที่จะไม่เป็นภาระใครๆต่างหาก โปรดเข้าใจด้วย

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

ประกาศ ตามหาญาติ

ประกาศ ตามหาญาติ คุณตา ไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 70 ปี นอนหมดสติอยู่ข้างทาง บริเวณ หมู่ 3 บ้านแก่งเพกา ตำบลทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลท่าแซะ จ.ชุมพร ด้วยอาการร่างกายข้างขวาอ่อนแรง แลเส้นเลือดในสมองแตก ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 หลังจากเข้ารับการผ่าตัดสมอง คุณตาไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองได้ บอกแต่เพียงว่าตัวเองชื่อ "ชุ่ม" หรือ "พุ่ม" และขณะนี้ยังไม่มีญาติติดต่อขอรับตัว หากผู้ใดเป็นญาติหรือรู้จักคุณลุงท่านนี้ ติดต่อที่มูลนิธิกระจกเงา โทร 080-775-2673

ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา
ประกาศเมื่อ 21 มกราคม 2555

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋อง/วัน เสี่ยงซึมเศร้า

วิจัยพบ ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋อง/วัน เสี่ยงซึมเศร้า แต่ดื่มกาแฟกลับดีต่อสุขภาพจิต
 
การศึกษาโดย National Institutes of Health ของสหรัฐที่สำรวจคนมากกว่า 250,000 คน

 พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋องต่อวันเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้ามากกว่าปกติ 30% และหากดื่ม fruit punch ที่มีน้ำตาลมากในประมาณเดียวกัน อัตราความเสี่ยงที่มากกว่าปกติจะเพิ่มเป็น 38% แต่หากเป็นเครื่องดื่มชนิดใช้สารแทนน้ำตาลหรือน้ำอัดลมแบบ Diet ความเสี่ยงจะมากขึ้นอีก
  
นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างน้ำอัดลมกับอาการซึมเศร้าแต่พอจะสามารถตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นได้ว่าผู้นิยมดื่มเครื่องดื่มลักษณะดังกล่าวปริมาณมากมักเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า
  
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาสำรวจการบริโภคของคนอายุระหว่าง 50 ถึง 71 ปี จำนวนเกือบ 264,000 คน ช่วงปี ค.ศ.1994-1995 และ 10 ปีหลังจากนั้นถามคนกลุ่มนี้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่
  
ทั่วโลกมีคนเป็นโรคนี้ 350 ล้านคน และในสหรัฐเองคาดว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 10% ของประชาการทั้งหมด

นอกจากนั้นการศึกษาพบด้วยว่าผู้ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 10%


 
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
วิจัยพบ ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋อง/วัน เสี่ยงซึมเศร้า แต่ดื่มกาแฟกลับดีต่อสุขภาพจิต

การศึกษาโดย National Institutes of Health ของสหรัฐที่สำรวจคนมากกว่า 250,000 คน

พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋องต่อวันเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้ามากกว่าปกติ 30% และหากดื่ม fruit punch ที่มีน้ำตาลมากในประมาณเดียวกัน อัตราความเสี่ยงที่มากกว่าปกติจะเพิ่มเป็น 38% แต่หากเป็นเครื่องดื่มชนิดใช้สารแทนน้ำตาลหรือน้ำอัดลมแบบ Diet ความเสี่ยงจะมากขึ้นอีก

นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างน้ำอัดลมกับอาการซึมเศร้าแต่พอจะสามารถตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นได้ว่าผู้นิยมดื่มเครื่องดื่มลักษณะดังกล่าวปริมาณมากมักเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาสำรวจการบริโภคของคนอายุระหว่าง 50 ถึง 71 ปี จำนวนเกือบ 264,000 คน ช่วงปี ค.ศ.1994-1995 และ 10 ปีหลังจากนั้นถามคนกลุ่มนี้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

ทั่วโลกมีคนเป็นโรคนี้ 350 ล้านคน และในสหรัฐเองคาดว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 10% ของประชาการทั้งหมด

นอกจากนั้นการศึกษาพบด้วยว่าผู้ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 10%



ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

เด็กหาย

‎""ช่วยๆกันครับ....ขอความร่วมมือเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวเฟสช่วยแชร์หน่อยนะคะ
ผู้ใดพบเห็น ด.ญ.ศศินภา เลิศจันทึก (น้องผักกาด) อายุ 11 ปี
ผิว แดง-ดำ สูงประมาณ 145 ซม. ผมเสมอหู หน้าตา...ตามภาพนี้
ได้หายออกจากบ้านไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 13 ม.ค. 2556 เวลาประมาณบ่าย 3 โมง ตอนนี้ทุกคนที่บ้านของน้องผักกาดเป็นห่วงมาก ผู้ใดพบเห็นหรือทราบเบาะแส กรุณาโทร.กลับด่วนที่หมายเลข 090-376-5882 ,080-152-0699

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

วอนช่วยเด็กทารกเป็นโรคแขนโตผิดปกติ

16 ม.ค. 56 รับแจ้ง พบเด็กทารกแขนโตผิดปกติ อยู่บ้านเลขที่ 5 ชุมชนหน้าวัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม จึงเดินทางไปตรวจสอบเป็นบ้านลักษณ์ ห้องแถวไม้ ชั้นเดียว ปลูกบนที่ดินของวัดไผ่ล้อม ทราบชื่อ ด.ญ.บุษกล หรือน้องฝ้าย ขุมทรัพย์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.55 ผิวขาว หน้าตาดี ภาพรวมสุขภาพแข็งแรง แต่แขนซ้ายตั้งแต่ข้อศอกถึงปลายนิ้ว มีสีแดง และบวมเป่ง โดยประมาณ 2-3 เท่าของแขนด้านขวา

สอบถาม น.ส.โชติรส ศรีเล็กยัง อายุ 30 ปี แม่น้องฝ้าย เล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า น้องฝ้ายเกิดที่ รพ.ศูนย์นครปฐม เป็นบุตรคนที่ 3 คลอดใหม่ๆ แขนก็มีสีแดง แต่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นปานแดง จึงไม่ได้คิดอะไร แต่พอเวลาผ่านไป แขนซ้ายค่อยๆโตขึ้น รอยแดงชัดขึ้น บางครั้งร้องโยเยโดยไม่รู้สาเหตุ จึงได้พาไปพบแพทย์ที่ รพ.ศูนย์นครปฐม คุณหมอได้ทำหนังสือส่งตัวไปตรวจรักษาที่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ถ.ราชวิถี เขตราชเทวี กทม. แพทย์ระบุมีความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นเลือด ซึ่งจะต้องรักษาต่อเนื่อง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะหายเมื่อไหร่

น.ส.โชติรสฯ เล่าต่อว่า เวลานี้กลัวแขนลูกสาวจะโตตามตัว เพราะช่วงคลอดออกมาใหม่ๆ มีเพียงรอยเล็กๆ แต่ปัจจุบันอายุ 1 เดือน แขนโตเกือบ 3 เท่า อายุ 1 ปีแขนจะขนาดไหน เป็นสาวแล้วจะเป็นอย่างไร อันตรายมากกว่านี้หรือไม่ อยากให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยเมตตารักษาลูกสาวให้หายเป็นปกติด้วย นึกว่าทำบุญกับผู้มีรายได้น้อย ปัจจุบันตนรับจ้างซักผ้า มีรายได้ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน สามีรับจ้างทั่วไป รายได้ประมาณ 6,000 บาท แต่มีภาระเลียงดูครอบครัว ลูก 3 คน เรียนหนังสือชั้น ม.1 คนรองอายุ 4 ขวบ ยิ่งคนเล็กมาเจอปัญหาสุขภาพ ก็จะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ท่านผู้ใจบุญท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือ "น้องฝ้าย" สามารถโอนเงินได้ที่บัญชี นางสาวโชติรส ศรีเล็กยัง เลขที่บัญชี 02-007-85583-74 ธนาคารออมสิน สาขานครปฐม
วอนช่วยเด็กทารกเป็นโรคแขนโตผิดปกติ

16 ม.ค. 56 รับแจ้ง พบเด็กทารกแขนโตผิดปกติ อยู่บ้านเลขที่ 5 ชุมชนหน้าวัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม จึงเดินทางไปตรวจสอบเป็นบ้านลักษณ์ห้องแถวไม้ ชั้นเดียว ปลูกบนที่ดินของวัดไผ่ล้อม ทราบชื่อ ด.ญ.บุษกล หรือน้องฝ้าย ขุมทรัพย์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.55 ผิวขาว หน้าตาดี ภาพรวมสุขภาพแข็งแรง แต่แขนซ้ายตั้งแต่ข้อศอกถึงปลายนิ้ว มีสีแดง และบวมเป่ง โดยประมาณ 2-3 เท่าของแขนด้านขวา

สอบถาม น.ส.โชติรส ศรีเล็กยัง อายุ 30 ปี แม่น้องฝ้าย เล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า น้องฝ้ายเกิดที่ รพ.ศูนย์นครปฐม เป็นบุตรคนที่ 3 คลอดใหม่ๆ แขนก็มีสีแดง แต่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นปานแดง จึงไม่ได้คิดอะไร แต่พอเวลาผ่านไป แขนซ้ายค่อยๆโตขึ้น รอยแดงชัดขึ้น บางครั้งร้องโยเยโดยไม่รู้สาเหตุ จึงได้พาไปพบแพทย์ที่ รพ.ศูนย์นครปฐม คุณหมอได้ทำหนังสือส่งตัวไปตรวจรักษาที่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ถ.ราชวิถี เขตราชเทวี กทม. แพทย์ระบุมีความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นเลือด ซึ่งจะต้องรักษาต่อเนื่อง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะหายเมื่อไหร่

น.ส.โชติรสฯ เล่าต่อว่า เวลานี้กลัวแขนลูกสาวจะโตตามตัว เพราะช่วงคลอดออกมาใหม่ๆ มีเพียงรอยเล็กๆ  แต่ปัจจุบันอายุ 1 เดือน แขนโตเกือบ 3 เท่า อายุ 1 ปีแขนจะขนาดไหน เป็นสาวแล้วจะเป็นอย่างไร อันตรายมากกว่านี้หรือไม่ อยากให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยเมตตารักษาลูกสาวให้หายเป็นปกติด้วย นึกว่าทำบุญกับผู้มีรายได้น้อย ปัจจุบันตนรับจ้างซักผ้า มีรายได้ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน สามีรับจ้างทั่วไป รายได้ประมาณ 6,000 บาท แต่มีภาระเลียงดูครอบครัว ลูก 3 คน เรียนหนังสือชั้น ม.1 คนรองอายุ 4 ขวบ ยิ่งคนเล็กมาเจอปัญหาสุขภาพ ก็จะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ท่านผู้ใจบุญท่านใดมีความประสงค์จะช่วยเหลือ "น้องฝ้าย" สามารถโอนเงินได้ที่บัญชี นางสาวโชติรส ศรีเล็กยัง เลขที่บัญชี 02-007-85583-74 ธนาคารออมสิน สาขานครปฐม

หนุ่มปัญหาเยอะ เครียดคิดสั้นกระโดดตึกจบชีวิต

เมื่อ เวลา 17.30 น. (16 ม.ค. 56) รับแจ้งมีคนกระโดดตึกเสียชีวิต เหตุเกิดในหมู่บ้านร่มฟ้า หลังอาคารพาพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง เลขที่ 70/1 หมู่ 5 ต.สนามจันทร์ อ.เมือง จ.นครปฐม

เจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์เข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตนอนจมกอง เลือด สวมกางเกงขา 3 ส่วน ไม่สวมเสื้อ บริเวณศีรษะบาดแผลแตก ทราบชื่อนายคมสันต์ ทองจีน อายุ 23 ปี อยู่บานเลขที่ 17 ถ.ไผ่เตย ต.ห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นเจ้าของร้านควิกเซ็นเตอร์ รับจ้างถ่ายเอกสาร ชำระค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์

สอบสวนผู้พบเห็นเหตุการณ์ทราบว่า ผู้ตายมาเช่าบ้านหลังนี้อยู่คนเดียว เมื่อหลายเดือนก่อนมีสาวชื่อปุ้ยมาอยู่ช่วยทำงาน แต่หายไป 2 – 3 วันแล้ว ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขึ้นไปบนหลังคา เดินวนไปมาหลายรอบ ก่อนจะคิดสั้นกระโดดลงมาเสียชีวิต เบื้องต้นสันนิษฐาน อาจผิดหวังด้านความรัก หรืออาจมีปัญหาด้านการเงินจึงได้คิดสั้น จนท.ได้ให้มูลนิธินำศพส่งนิติเวชตรวจร่างกายมีอะไรผิดปกติหรือไม่

ภาพข่าวโดย... เดลินิวส์ออนไลน์
หนุ่มปัญหาเยอะ เครียดคิดสั้นกระโดดตึกจบชีวิต

เมื่อเวลา 17.30 น. (16 ม.ค. 56) รับแจ้งมีคนกระโดดตึกเสียชีวิต เหตุเกิดในหมู่บ้านร่มฟ้า หลังอาคารพาพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง เลขที่ 70/1 หมู่ 5 ต.สนามจันทร์ อ.เมือง จ.นครปฐม 

เจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์เข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือด สวมกางเกงขา 3 ส่วน ไม่สวมเสื้อ บริเวณศีรษะบาดแผลแตก ทราบชื่อนายคมสันต์  ทองจีน อายุ 23 ปี อยู่บานเลขที่ 17 ถ.ไผ่เตย ต.ห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นเจ้าของร้านควิกเซ็นเตอร์ รับจ้างถ่ายเอกสาร ชำระค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์

สอบสวนผู้พบเห็นเหตุการณ์ทราบว่า ผู้ตายมาเช่าบ้านหลังนี้อยู่คนเดียว เมื่อหลายเดือนก่อนมีสาวชื่อปุ้ยมาอยู่ช่วยทำงาน  แต่หายไป 2 – 3 วันแล้ว ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขึ้นไปบนหลังคา เดินวนไปมาหลายรอบ ก่อนจะคิดสั้นกระโดดลงมาเสียชีวิต เบื้องต้นสันนิษฐาน อาจผิดหวังด้านความรัก หรืออาจมีปัญหาด้านการเงินจึงได้คิดสั้น จนท.ได้ให้มูลนิธินำศพส่งนิติเวชตรวจร่างกายมีอะไรผิดปกติหรือไม่

ภาพข่าวโดย... เดลินิวส์ออนไลน์

แจ้งเตือนภัยร้าย..จากการใช้บัตรประชาชน!!

ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะทำธุรกรรมอะไร ก็จะต้องใช้บัตรประชาชน
การเซ็นสำเนาถูกต้อง เพื่อแสดงตัวตนของเรา
วันนี้.. จึงขอนำเอาวิธีการเซ็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ถูกต้องมาฝาก เพราะว่าเราไม่ควรประมาท และเพื่อป้องกันตัวเราเองจากกลุ่มมิจฉาชีพในโลกยุคปัจจุบัน..

1. การเซ็นสำเนาถูกต้อง บางคนอาจจะมีวิธีที่แตกต่างกัน เพราะบางคนอาจจะขีดเส้นขนาน แล้วเขียน "สำเนาถูกต้อง" แต่จะมีเส้นหรือไม่มีเส้นขีด ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น

2. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเซ็นรับรองสำเนา ทุกครั้งหลังจากเซ็นรับรองแล้ว ต้องเขียนรายละเอียดกำกับด้วยว่า ใช้เพื่ออะไร เช่น
ใช้เพื่อสมัครงานเท่านั้น ใช้เพื่อเปิดบัญชีธนาคารเท่านั้

3. นอกจากจะเซ็นกำกับรายละเอียดแล้ว สิ่งที่ควรเขียนลงบนสำเนาคือ วัน เดือน ปี เพื่อเป็นการกำหนดอายุการใช้งานของสำเนาเราได้อีกด้วย

4. ต้องเขียนข้อความทั้งหมด ลงบนสำเนา ส่วนที่เป็นบัตรประชาชน หรือ บนเอกสารสำคัญอื่นๆ

5. ที่สำคัญต้องใช้ปากกาหมึกสีดำเท่านั้น เพราะเครื่องถ่าย
เอกสารบางชนิด สามารถถ่ายเอกสาร โดยดึงหมึกสีน้ำเงินออก
ให้เหลือแต่ข้อความบนบัตรประชาชนได้

หลักการทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นวิธีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง และเป็นเทคนิคในการป้องกันตัวเองด้วย!!
จากกลุ่มมิจฉาชีพได้อีกด้วย..

ที่มา : ข้อมูลจากเพจ KBank_SME

รถพ่อหายที่บิ๊กซีบุรีรัมย์ค่ะ

รถพ่อหายที่บิ๊กซีบุรีรัมย์ค่ะ กลางวันแสกๆ เหลือแค่เศษกระจก ล็อค ประตู ล็อคเบรค ล็อค ครัช  ทุบกันขนาดนี้ยังไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ มันน่าแปลกมาก ระวังกันเอาไว้นะทุกๆคน ช่วยไลค์ ช่วยแชร์ด้วย ไม่มี รปภ คอยดูแล ไม่มีระบบ แลกบัตรค่ะ ทำขนาดนี้ จะให้ปิดข่าว ไม่ให้เอ่ยชื่อห้าง มันเอาเปรียบลูกค้าของคุณเกินไปนะคะ ที่สำคัญเกิดแล้วหลายครั้ง กับคนใกล้ตัวก็ 2 ครั้งแล้ว ระวังกันเอาไว้นะคะ ... ปล. VEGO champ 4ประตู สีดำ ยกสูง กจ 3082 บุรีรัมย์
รถพ่อหายที่บิ๊กซีบุรีรัมย์ค่ะ กลางวันแสกๆ เหลือแค่เศษกระจก ล็อค ประตู ล็อคเบรค ล็อค ครัช ทุบกันขนาดนี้ยังไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ มันน่าแปลกมาก ระวังกันเอาไว้นะทุกๆ คน ช่วยไลค์ ช่วยแชร์ด้วย ไม่มี รปภ คอยดูแล ไม่มีระบบ แลกบัตรค่ะ ทำขนาดนี้ จะให้ปิดข่าว ไม่ให้เอ่ยชื่อห้าง มันเอาเปรียบลูกค้าของคุณเกินไปนะ คะ ที่สำคัญเกิดแล้วหลายครั้ง กับคนใกล้ตัวก็ 2 ครั้งแล้ว ระวังกันเอาไว้นะคะ ... ปล. VEGO champ 4ประตู สีดำ ยกสูง กจ 3082 บุรีรัมย์

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

อุบัติเหตุไม่ธรรมดาๆ

เรียนพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆครับ สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนถึงต่อไปนี้ ผมอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม เป็นกรณีศึกษา หรืออุทาหรณ์ สำหรับทุกท่าน และไม่อยากให้มันกลายเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดาๆ แล้วก็เงียบหายไปครับ กรุณาเสียเวลาอ่านมันซักนิดนะครับ

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ถือโอกาศส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ และรับขวัญปีใหม่เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง และครอบครัวที่ วัดหลวงพ่อโสธร และไหว้พระพิฆเนศองค์ใหญ่ที่สุดในโลกที่ วัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทราครับซึ่งเป็นวัดสำคัญที่มีผู้คนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก อยู่เป็นประจำครับ 

กว่าผมจะทำบุญเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปประมาณ เกือบ 2 ทุ่มได้จึงจะได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้วสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นครับ คือรถผมได้เกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับวัตถุประหลาดที่วางอยู่กลางถนน (ดูรูปที่ 1) ซึ่งในขณะขับรถเส้นทางที่ใช้คือ ถนนเลี่ยงเมือง บางพระ ทางกลับจากวัดสมานฯ ซึ่งคนที่ไปไหว้พระที่วัดนี้ที่จะมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ต้องใช้ทุกท่าน ณ วันนั้น ถนนเส้นนี้ไม่มีไฟถนนเลย มืดมาก ประกอบกับรถผมมีปัญหาหม้อน้ำซึม จึงจำเป็นให้ผมต้องขับช้าแค่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น ระหว่างขับรถอยู่นั้น อยู่ๆวัตถุประหลาดสีดำที่ตั้งขนานกับแนวถนน ตั้งอยู่ตรงกลางเลนที่ผมขับมาหลังจากไฟหน้ารถผมฉายไปเห็น ผมก็ตกใจตะโกนว่า เฮ้ยนั่นอะไรว่ะ ไม่ทันสิ้นเสียงดี รถผมก็ชนเข้ากับวัตถุนั้นอย่างจัง เรียกได้ว่าวิ่งเสยเข้าไปตรงๆ เลย โดยจุดเกิดเหตุคือ หน้าสำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งห่างจากจุดตรวจ ชั่งน้ำหนักของกรมทางหลวง ไม่น่าเกิน 5 กิโลเมตรได้

หลังจากรถหยุดนิ่งจากอุบัติเหตุ และรวบรวมสติได้หลังจากมึนจากการกระแทกของ Air Bag ที่ดีดออกมา (ดูรูปที่ 6) ก็เลยรีบลงจากรถ เพราะกลัวจะเกิดการชนจากรถที่วิ่งมาจากข้างหลัง และผมก็พบว่าก่อนหน้านี้ได้มีรถ 2 คันก่อนหน้า ที่จอดอยู่ข้างทางเพราะชนเข้ากับวัตถุประหลาดชิ้นนี้เช่นกัน ซึ่งมาทราบภายหลังว่ามันคือ "เสาเหล็กตันสีดำขนาด 20x20x600 ซม." (ดูรูปที่ 2) ที่ไม่ทราบว่ามันมานอนวางอยู่บนถนนได้อย่างไร ผมเลยรีบโทรหาประกันทันที เพราะเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง และกำชับประกันว่าให้รีบมาและขอให้แจ้งตำรวจท้องที่ด้วย เพราะมีคนเจ็บ และเสาเหล็กดังกล่าวยังคงวางอยู่กลางถนนเช่นเดิมไม่ขยับไปไหน ซึ่งหลังจากผมก็มีรถอีกนึงคันที่ชนเข้ากับเสาเหล็กนี้ และอีกหลายคันที่ต้องหักหลบอย่างกะทันหัน เป็นที่น่ากลัวมาก สำหรับผมและเจ้าของรถอีก 2 คันที่โดนไปก่อนหน้านี้ และก็มีพลเมืองดีหลายท่านที่จอดรถ และพยายามที่จะโบกรถให้หลบเจ้าเสาเหล็กนี้เพราะไม่สามารถขยับเสานี้ออกนอกถนนได้ ผมจึงรีบเอาป้ายสามเหลี่ยมที่ติดหลังรถอยู่ไปวางบอกให้เป็นจุดระวังภัย

หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที หน่วยกู้ภัยจังหวัดฉะเชิงเทราก็มาถึงครับ เพื่อช่วยเคลียร์ทาง และพยายามย้ายเสาเหล็กนี้ แต่ก็ไม่สามารถย้ายมันได้ จนกระทั่งน้องๆทหาร มาถึงพื้นที่เพื่อช่วยย้ายเสาเหล็กออกนอกเส้นทาง ซึ่งต้องใช้พลทหารถึง 20 นายถึงจะเข็นเสาเหล็กนี้หลบไปไหลทางได้ 

และพี่ๆกู้ภัยก็พยายามที่ย้ายรถผมหลบเส้นทางเช่นกัน แต่ไม่สามารถทำได้ครับ เพราะไอ่เสาเหล็กนี้ทำให้สปอยร์เล่อหน้า ท้องเครื่องยนต์ ห้องน้ำมันเครื่อง และกล่องเกียร์อัตโนมัติของรถผม ไปรวมกองกันอยู่ใต้ท้องรถ (ดูรูปที่ 3,4,5) นอกจากนั้นความเสียหายเบื้องต้นคือ Air Bag แตกทั้ง 2 ลูก เบ้าเกียร์ทะลุขึ้นมาจากเบ้า คานพวงมาลัยหัก (ดูรูปที่ 6) แขนผมถูก Burn จากแรงอัดของ Air Bag (ดูรูปที่ 7) นิ้วโป้งซ้ายของน้องที่นั่งไปด้วยบวมและขยับไม่ได้ เพราะแรงอัดจาก Air Bag ขณะยกมือขึ้นมาปิดหน้า (ดูรูปที่ 8) โทรศัพท์แตกเกิดจากแรงกระแทกของอุบัตติเหตุ (ดูรูปที่  9) ขอย้ำนะครับว่าผมขับแค่ 60 กิโลเมตร / ชั่วโมงเท่านั้น

หลังจากเกิดอุบัติเหตุประมาณ 45 นาทีประกันผมก็เดินทางมาถึงครับ ซึ่งผมก็เล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ทางประกันฟัง ทางประกันจึงได้บอกว่าในส่วนของเรื่องความเสียหายที่เกิดกับรถ และคนไม่น่ามีปัญหาเพราะผมเป็นประกันชั้น 1 หากแต่ว่าทรัพย์สินที่อยู่ในรถ ณ ตอนนี้คงยังรับผิดชอบไม่ได้ เพราะ "ผมเกิดอุบัติเหตุ แบบไม่มีคู่กรณี" นี่ละครับเลยเป็นประเด็นหลักเลยที่ผมอยากให้อุบัติเหตุครั้งนี้เป็น กรณีศึกษา ให้กับทุกท่าน ผมจึงรีบโทรไปปรึกษาเพื่อนผมที่ที่บ้านเป็นบริษัททนาย เพื่อนผมก็บอกให้ผมถ่ายรูปทุกอย่างในที่เกิดเหตุให้ละเอียดที่สุด รวมไปถึงพยาน และรถคันอื่นที่เกิดเหตุไปด้วย เพื่อที่จะใช้สำหรับการเรียกร้องครับ 

พี่ๆกู้ภัยและน้องๆทหารใช้เวลาเคลียร์พื้นที่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนที่รถยกของบริษัทประกันจะมายกรถของผมไปส่งที่อู่ ซึ่งตลอดเวลานั้นไม่มีตำรวจทางหลวง หรือตำรวจท้องที่มา ณ จุดเกิดเหตุเลยซักคน ทั้งๆที่ผมได้ย้ำกับบริษัทประกันตั้งแต่ติน โทรไปแจ้งว่าเดิกอุบัตติเหตุแล้ว หลังจากเคลียร์จุดเกิดเหตุ เสร็จพี่ๆหน่วยกู้ภัยก็พาผมและน้องๆที่ไปด้วยไปรอเพื่อนผมที่จะมารับกลับกรุงเทพที่ขนส่งจังหวัดฉะเชิงเทราครับ ซึ่งขณะนั้นนิ้วของน้องคนที่บวมจากแรงกระแทกของ Air Bag ก็ปวดและขยับไม่ได้ (ดูรูปที่ 8) 

หลังจากเพื่อนผมมาถึง ผมจึงรีบพาน้องไปเช็คละเอียดที่ โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีนครินทร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา เที่ยงคืนกว่าเห็นจะได้ หลังจากเข้าห้องฉุกเฉิน และเล่าเหตุการณ์ให้คุณหมอที่เข้าเวรในเวลานั้นฟัง และแจ้งว่านิ้วโป้งซ้ายขยับไม่ได้ ประกอยกับนิ้วชี้ขวามีอาการช้ำที่เกิดจากอุบัติเหตุครั้งนี้ สิ่งที่คุณหมอสั่งต่อจากนั้นคือ ให้ไปเอ๊กซ์เรย์นิ้วโป้งซ้าย เพราะอาจจะหักได้ ส่วนนิ้วชี้ด้านขวานั้น คงไม่เป็นไรมากเพราะยังขยับได้ คำวินิจฉัยจากผลเอ๊กซ์เรย์คือ นิ้วโป้งซ้ายมีรอยหักจริง (ดูรูปที่ 10) จึงจำเป็นต้องดามไว้ก่อนแล้วค่อยไปหาหมอกระดูกอีกทีนึง (ดูรูปที่ 11) และให้ยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบมาทานเท่านั้น โดยไม่ได้สนใจนิ้วชี้ขวาเท่าไหร่นัก 

หลังจากเห็นฟิลม์เอกซ์เรย์ และฟังคำวินิจฉัยนั้นผมก็เกิดความไม่สบายใจในทันที เพราะผมคิดว่ามันคงต้องเป็นอะไรหนักกว่านั้นแน่ๆ และโชคดีที่ผมมีเพื่อนเป็นหมอกระดูกพอดี ผมจึงรีบส่งผลฟิลม์ไปให้เพื่อนผมดูในคืนนั้น ซึ่งในตอนเช้าเพื่อนผมตื่นมาดู และรีบบอกผมว่าให้รีบพาน้องไปหาหมอกระดูกโดยทันที เพราะรูปรอยแตกของกระดูกค่อนข้างซีเรียส และอาจจะเกิดปัญหาใหญ่กับเส้นเอ็นยึดกระดูกถึงอาจจะต้องผ่าตัดเย็บเอ็น เพราะมิเช่นนั้น น้องจะไม่สามารถขยับนิ้วโป้งได้เหมือนเดิม เพื่อนผมจึงแนะนำให้ไปพบคุณหมอที่เป็นรุ่นพี่ของเพื่อน ที่บังเอิญวันนั้นเข้าตรวจที่โรงพยาบาล สมิติเวชเอกมัย พอดี ผมจึงรับโทรนัดคุณหมอ และพาน้องไปพบตอนเช้า โดยติดฟิลม์เก่าไปด้วย 

ในช่วงเช้าที่ไปถึง นิ้วชี้ขวาที่คุณหมอในห้องฉุกเฉินบอกไม่น่าเป็นอะไรมาก ก็บวมขึ้นผิดปกติ และเริ่มขยับได้ยาก คุณหมอที่เข้าพบตอนเช้า เห็นนิ้วทั้งสอง และฟิลม์เก่าของเมื่อคืน คุณหมอใช้คำว่า "นิ้วโป้งซ้าย กระดูกแตกละเอียด" มีจุดแตกทั้งหมดถึง 3 ที่ แต่ยังโชคดีที่แตก แต่ไม่ผิดรูป ซึ่งอาจส่งผลให้เอ็นยึดกระดูกมีปะญหาได้ จึงจำเป็นต้องดามไว้อาทิตย์นึงก่อนเพื่อให้แผลลดบวม (ดูรูปที่ 12) และควรใส่เฝือกแบบนี้เพื่อกันการเคลื่อนไหว และกลับมาตรวจอีกทีว่าต้องผ่าตัดเย็บเอ็นมั้ย ในส่วนของนิ้วชี้ขวาคุณหมอเลยสั่งเอกซ์เรย์อีกรอบ เพื่อเช็คอีกที ผลก็คือนิ้วชี้ขวาก็พบรอยแตกขนาดเล็ก 1 รอยและจำเป็นต้องดามเฝือกอ่อน เช่นกัน

จากเหตุการณ์ครั้งนี้สิ่งที่ผมอยากให้เป็นกรณีศึกษา หรืออุทาหรณ์ คือผมไม่อยากให้อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นแล้วไม่มีคนรับผิดชอบ และจบทุกอย่างด้วยข้อความที่ว่า นี่คืออุบัติเหตุรถชนไม่มีคู่กรณี ซึ่งลองคิดดูซิครับว่าหากผมขับรถเร็วกว่านี้ หรือรถผมเป็นรถมอเตอร์ไซท์ หรือเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก หรือไม่ได้ใช้ประกันชั้น 1 จะเกิดอะไรขึ้น เพราะไอ่เสาเหล็กนี้มันไม่ใช่ วัตถุที่ควรวางอยู่บนถนนไม่ใช่หรอ และหากเหตุการณ์นี้เกิดกับญาติ พี่น้อง หรือคนรู้จักของคุณ คุณจะรู้สึกเช่นไร

เพราะฉะนั้นรวมมือกันเถอะครับอย่าให้สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ต้องจำยอมความมักง่ายเหล่านี้
 
1. เสาเหล็กขนาด 20x20x600 ซม. มาวางอยู่กลางถนนหลวงโดยไม่มีคนเห็นได้อย่างไร โดยไม่มีผู้รับผิดชอบ 
2. ทำไมถนนหลวงที่มีคนใช้เป็นจำนวนมาก และเป็นประจำทำไมถึงไม่มีไฟถนน
3. อย่าให้ความสะเพร่า หรือความมักง่ายของเจ้าของเหล็ก ลอยนวลจากการกระทำชุ่ยๆ แบบนี้
4. อย่าปล่อยให้บริษัทประกันเอาเปรียบคุณ ด้วยช่องว่างของคำพูดง่ายๆ ว่าชนไม่มีคู่กรณี เพราะสิ่งที่ผมชนไม่ใช่วัตถุปกติ ที่ควรอยู่บนถนน ดังนั้นในฐานะบริษัทประกันที่เป็นตัวแทนของเรา คุณควรไปหาผู้ทำผิด ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบแบบนี้ แล้วตอนต่อทะเบียนก็ขึ้นราคา เพราะถือว่าเป็ฯกานชนไม่มีคู่กรณี
5. ทำไมอุบัติเหตุบนถนนหลวงที่หนักขนาดนี้ ถึงไม่มีตำรวจมาซักคน จึงทำให้ไม่มีการลงบันทึกประจำวัน โดยไม่รู้ว่า ณ ขณะนี้หลักฐานในการชน หายไปแล้วหรือยัง
6. อย่าให้การรณรงค์ลดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่เป็นแค่การโฆษณา ทำให้มันเป็นการกระทำที่จับต้องได้เถอะครับ 

ผมอยากให้พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆทุกคนช่วยกันแชร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมนี้ให้กระจายไปให้มากที่สุด ยิ่งทำให้เป็นข่าวได้ยิ่งดี เพราะผมอยากให้มันเป็น กรณีศึกษา จริงๆและควรมีผู้รับผิดชอบจากเหตุการณ์แบบนี้ หรือต้องมีผู้ติดตามหาผู้รับผิดชอบให้ได้ ไม่ใช่เป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเหล็ก, รัฐ, หรือหน่วยงานใดก็ตาม ก็ควรจะต้องรับผิดชอบ

เพราะลองคิดดูซิครับว่า หากเหตุการณ์นี้ไปเกิดกับชาวบ้านปกติ ที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ หรือเกิดการสูญเสียชีวิตขึ้นมา แล้วไม่ได้รับการรับผิดชอบใดๆ เพราะความชุ่ยแบบนี้ เรามาช่วยกันทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นเถอะครับ ยิ่งเป็นช่วงปีใหม่แบบนี้ และจะได้เป็นตัวอย่าง ให้ชาวบ้านปกติ ได้เห็น และมีความรู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ สามารถเอาผิดกับผู้ที่ควรจะรับผิดชอบได้ ไม่ใช่แค่บอกว่าถือว่า ฟาดเคราะห์ละกัน

หากใครต้องการติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำข่าว สามารถติดต่อผมได้เลยครับ
ธนพงศ์ (เอก) 082-6793-793, 081-8322-308
เรียนพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆครับ สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนถึงต่อไปนี้ ผมอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม เป็นกรณีศึกษา หรืออุทาหรณ์ สำหรับทุกท่าน และไม่อยากให้มันกลายเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดาๆ แล้วก็เงียบหายไปครับ กรุณาเสียเวลาอ่านมันซักนิดนะครับ

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ถือโอกาศส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ และรับขวัญปีใหม่เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง และครอบครัวที่ วัดหลวงพ่อโสธร และไหว้พระพิฆเนศองค์ใหญ่ที่สุดในโลกที่ วัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทราครับซึ่งเป็นวัดสำคัญที่มีผู้คนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก อยู่เป็นประจำครับ

กว่าผมจะทำบุญเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปประมาณ เกือบ 2 ทุ่มได้จึงจะได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้วสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นครับ คือรถผมได้เกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับวัตถุประหลาดที่วางอยู่กลางถนน (ดูรูปที่ 1) ซึ่งในขณะขับรถเส้นทางที่ใช้คือ ถนนเลี่ยงเมือง บางพระ ทางกลับจากวัดสมานฯ ซึ่งคนที่ไปไหว้พระที่วัดนี้ที่จะมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ต้องใช้ทุกท่าน ณ วันนั้น ถนนเส้นนี้ไม่มีไฟถนนเลย มืดมาก ประกอบกับรถผมมีปัญหาหม้อน้ำซึม จึงจำเป็นให้ผมต้องขับช้าแค่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น ระหว่างขับรถอยู่นั้น อยู่ๆวัตถุประหลาดสีดำที่ตั้งขนานกับแนวถนน ตั้งอยู่ตรงกลางเลนที่ผมขับมาหลังจากไฟหน้ารถผมฉายไปเห็น ผมก็ตกใจตะโกนว่า เฮ้ยนั่นอะไรว่ะ ไม่ทันสิ้นเสียงดี รถผมก็ชนเข้ากับวัตถุนั้นอย่างจัง เรียกได้ว่าวิ่งเสยเข้าไปตรงๆ เลย โดยจุดเกิดเหตุคือ หน้าสำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งห่างจากจุดตรวจ ชั่งน้ำหนักของกรมทางหลวง ไม่น่าเกิน 5 กิโลเมตรได้

หลังจากรถหยุดนิ่งจากอุบัติเหตุ และรวบรวมสติได้หลังจากมึนจากการกระแทกของ Air Bag ที่ดีดออกมา (ดูรูปที่ 6) ก็เลยรีบลงจากรถ เพราะกลัวจะเกิดการชนจากรถที่วิ่งมาจากข้างหลัง และผมก็พบว่าก่อนหน้านี้ได้มีรถ 2 คันก่อนหน้า ที่จอดอยู่ข้างทางเพราะชนเข้ากับวัตถุ ประหลาดชิ้นนี้เช่นกัน ซึ่งมาทราบภายหลังว่ามันคือ "เสาเหล็กตันสีดำขนาด 20x20x600 ซม." (ดูรูปที่ 2) ที่ไม่ทราบว่ามันมานอนวางอยู่บนถนนได้อย่างไร ผมเลยรีบโทรหาประกันทันที เพราะเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง และกำชับประกันว่าให้รีบมาและขอให้แจ้งตำรวจท้องที่ด้วย เพราะมีคนเจ็บ และเสาเหล็กดังกล่าวยังคงวางอยู่กลางถนนเช่นเดิมไม่ขยับไปไหน ซึ่งหลังจากผมก็มีรถอีกนึงคันที่ชนเข้ากับเสาเหล็กนี้ และอีกหลายคันที่ต้องหักหลบอย่างกะทันหัน เป็นที่น่ากลัวมาก สำหรับผมและเจ้าของรถอีก 2 คันที่โดนไปก่อนหน้านี้ และก็มีพลเมืองดีหลายท่านที่จอดรถ และพยายามที่จะโบกรถให้หลบเจ้าเสาเหล็กนี้เพราะไม่สามารถขยับเสานี้ออกนอกถนนได้ ผมจึงรีบเอาป้ายสามเหลี่ยมที่ติดหลังรถอยู่ไปวางบอกให้เป็นจุดระวังภัย

หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที หน่วยกู้ภัยจังหวัดฉะเชิงเทราก็มา ถึงครับ เพื่อช่วยเคลียร์ทาง และพยายามย้ายเสาเหล็กนี้ แต่ก็ไม่สามารถย้ายมันได้ จนกระทั่งน้องๆทหาร มาถึงพื้นที่เพื่อช่วยย้ายเสาเหล็กออกนอกเส้นทาง ซึ่งต้องใช้พลทหารถึง 20 นายถึงจะเข็นเสาเหล็กนี้หลบไปไหลทางได้

และพี่ๆกู้ภัยก็พยายามที่ย้ายรถผมหลบเส้นทางเช่นกัน แต่ไม่สามารถทำได้ครับ เพราะไอ่เสาเหล็กนี้ทำให้สปอยร์เล่อหน้า ท้องเครื่องยนต์ ห้องน้ำมันเครื่อง และกล่องเกียร์อัตโนมัติของรถผม ไปรวมกองกันอยู่ใต้ท้องรถ (ดูรูปที่ 3,4,5) นอกจากนั้นความเสียหายเบื้องต้นคือ Air Bag แตกทั้ง 2 ลูก เบ้าเกียร์ทะลุขึ้นมาจากเบ้า คานพวงมาลัยหัก (ดูรูปที่ 6) แขนผมถูก Burn จากแรงอัดของ Air Bag (ดูรูปที่ 7) นิ้วโป้งซ้ายของน้องที่นั่งไปด้วยบวมและขยับไม่ได้ เพราะแรงอัดจาก Air Bag ขณะยกมือขึ้นมาปิดหน้า (ดูรูปที่ 8) โทรศัพท์แตกเกิดจากแรงกระแทกของอุบัตติเหตุ (ดูรูปที่ 9) ขอย้ำนะครับว่าผมขับแค่ 60 กิโลเมตร / ชั่วโมงเท่านั้น

หลังจากเกิดอุบัติเหตุประมาณ 45 นาทีประกันผมก็เดินทางมาถึงครับ ซึ่งผมก็เล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ทางประกันฟัง ทางประกันจึงได้บอกว่าในส่วนของเรื่องความเสียหายที่เกิดกับรถ และคนไม่น่ามีปัญหาเพราะผมเป็นประ กันชั้น 1 หากแต่ว่าทรัพย์สินที่อยู่ในรถ ณ ตอนนี้คงยังรับผิดชอบไม่ได้ เพราะ "ผมเกิดอุบัติเหตุ แบบไม่มีคู่กรณี" นี่ละครับเลยเป็นประเด็นหลักเลยที่ผมอยากให้อุบัติเหตุครั้งนี้เป็น กรณีศึกษา ให้กับทุกท่าน ผมจึงรีบโทรไปปรึกษาเพื่อนผมที่ที่บ้านเป็นบริษัททนาย เพื่อนผมก็บอกให้ผมถ่ายรูปทุกอย่างในที่เกิดเหตุให้ละเอียดที่สุด รวมไปถึงพยาน และรถคันอื่นที่เกิดเหตุไปด้วย เพื่อที่จะใช้สำหรับการเรียกร้องครับ

พี่ๆกู้ภัยและน้องๆทหารใช้เวลาเคลียร์พื้นที่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนที่รถยกของบริษัทประกันจะมายกรถของผมไปส่งที่อู่ ซึ่งตลอดเวลานั้นไม่มีตำรวจทางหลวง หรือตำรวจท้องที่มา ณ จุดเกิดเหตุเลยซักคน ทั้งๆที่ผมได้ย้ำกับบริษัทประกันตั้งแต่ติน โทรไปแจ้งว่าเดิกอุบัตติเหตุแล้ว หลังจากเคลียร์จุดเกิดเหตุ เสร็จพี่ๆหน่วยกู้ภัยก็พาผมและน้องๆที่ไปด้วยไปรอเพื่อนผมที่จะมารับกลับกรุงเทพที่ขนส่งจังหวัดฉะเชิงเทราครับ ซึ่งขณะนั้นนิ้วของน้องคนที่บวมจากแรงกระแทกของ Air Bag ก็ปวดและขยับไม่ได้ (ดูรูปที่ 8)

หลังจากเพื่อนผมมาถึง ผมจึงรีบพาน้องไปเช็คละเอียดที่ โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีนครินทร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา เที่ยงคืนกว่าเห็นจะได้ หลังจากเข้าห้องฉุกเฉิน และเล่าเหตุการณ์ให้คุณหมอที่เข้าเวรในเวลานั้นฟัง และแจ้งว่านิ้วโป้งซ้ายขยับไม่ได้ ประกอยกับนิ้วชี้ขวามีอาการช้ำที่เกิดจากอุบัติเหตุครั้งนี้ สิ่งที่คุณหมอสั่งต่อจากนั้นคือ ให้ไปเอ๊กซ์เรย์นิ้วโป้งซ้าย เพราะอาจจะหักได้ ส่วนนิ้วชี้ด้านขวานั้น คงไม่เป็นไรมากเพราะยังขยับได้ คำวินิจฉัยจากผลเอ๊กซ์เรย์คือ นิ้วโป้งซ้ายมีรอยหักจริง (ดูรูปที่ 10) จึงจำเป็นต้องดามไว้ก่อนแล้วค่อยไปหาหมอกระดูกอีกทีนึง (ดูรูปที่ 11) และให้ยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบมาทานเท่านั้น โดยไม่ได้สนใจนิ้วชี้ขวาเท่าไหร่นัก

หลังจากเห็นฟิลม์เอกซ์เรย์ และฟังคำวินิจฉัยนั้นผมก็เกิดความไม่สบายใจในทันที เพราะผมคิดว่ามันคงต้องเป็นอะไรหนักกว่านั้นแน่ๆ และโชคดีที่ผมมีเพื่อนเป็นหมอกระดูกพอดี ผมจึงรีบส่งผลฟิลม์ไปให้เพื่อนผมดูในคืนนั้น ซึ่งในตอนเช้าเพื่อนผมตื่นมาดู และรีบบอกผมว่าให้รีบพาน้องไปหาหมอกระดูกโดยทันที เพราะรูปรอยแตกของกระดูกค่อนข้างซีเรียส และอาจจะเกิดปัญหาใหญ่กับเส้นเอ็นยึดกระดูกถึงอาจจะต้องผ่าตัดเย็บเอ็น เพราะมิเช่นนั้น น้องจะไม่สามารถขยับนิ้วโป้งได้เหมือนเดิม เพื่อนผมจึงแนะนำให้ไปพบคุณหมอที่เป็นรุ่นพี่ของเพื่อน ที่บังเอิญวันนั้นเข้าตรวจที่โรงพยาบาล สมิติเวชเอกมัย พอดี ผมจึงรับโทรนัดคุณหมอ และพาน้องไปพบตอนเช้า โดยติดฟิลม์เก่าไปด้วย

ในช่วงเช้าที่ไปถึง นิ้วชี้ขวาที่คุณหมอในห้องฉุกเฉินบอก ไม่น่าเป็นอะไรมาก ก็บวมขึ้นผิดปกติ และเริ่มขยับได้ยาก คุณหมอที่เข้าพบตอนเช้า เห็นนิ้วทั้งสอง และฟิลม์เก่าของเมื่อคืน คุณหมอใช้คำว่า "นิ้วโป้งซ้าย กระดูกแตกละเอียด" มีจุดแตกทั้งหมดถึง 3 ที่ แต่ยังโชคดีที่แตก แต่ไม่ผิดรูป ซึ่งอาจส่งผลให้เอ็นยึดกระดูกมีปะญหาได้ จึงจำเป็นต้องดามไว้อาทิตย์นึงก่อนเพื่อให้แผลลดบวม (ดูรูปที่ 12) และควรใส่เฝือกแบบนี้เพื่อกันการเคลื่อนไหว และกลับมาตรวจอีกทีว่าต้องผ่าตัดเย็บเอ็นมั้ย ในส่วนของนิ้วชี้ขวาคุณหมอเลยสั่งเอกซ์เรย์อีกรอบ เพื่อเช็คอีกที ผลก็คือนิ้วชี้ขวาก็พบรอยแตกขนาดเล็ก 1 รอยและจำเป็นต้องดามเฝือกอ่อน เช่นกัน

จากเหตุการณ์ครั้งนี้สิ่งที่ผมอยากให้เป็นกรณีศึกษา หรืออุทาหรณ์ คือผมไม่อยากให้อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นแล้วไม่มีคนรับผิดชอบ และจบทุกอย่างด้วยข้อความที่ว่า นี่คืออุบัติเหตุรถชนไม่มีคู่กรณี ซึ่งลองคิดดูซิครับว่าหากผมขับรถเร็ว กว่านี้ หรือรถผมเป็นรถมอเตอร์ไซท์ หรือเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก หรือไม่ได้ใช้ประกันชั้น 1 จะเกิดอะไรขึ้น เพราะไอ่เสาเหล็กนี้มันไม่ใช่ วัตถุที่ควรวางอยู่บนถนนไม่ใช่หรอ และหากเหตุการณ์นี้เกิดกับญาติ พี่น้อง หรือคนรู้จักของคุณ คุณจะรู้สึกเช่นไร

เพราะฉะนั้นรวมมือกันเถอะครับอย่าให้สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ต้องจำยอมความมักง่ายเหล่านี้

1. เสาเหล็กขนาด 20x20x600 ซม. มาวางอยู่กลางถนนหลวงโดยไม่มีคนเห็นได้อย่างไร โดยไม่มีผู้รับผิดชอบ
2. ทำไมถนนหลวงที่มีคนใช้เป็นจำนวนมาก และเป็นประจำทำไมถึงไม่มีไฟถนน
3. อย่าให้ความสะเพร่า หรือความมักง่ายของเจ้าของเหล็ก ลอยนวลจากการกระทำชุ่ยๆ แบบนี้
4. อย่าปล่อยให้บริษัทประกันเอาเปรียบคุณ ด้วยช่องว่างของคำพูดง่ายๆ ว่าชนไม่มีคู่กรณี เพราะสิ่งที่ผมชนไม่ใช่วัตถุปกติ ที่ควรอยู่บนถนน ดังนั้นในฐานะบริษัทประกันที่เป็นตัวแทนของเรา คุณควรไปหาผู้ทำผิด ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบแบบนี้ แล้วตอนต่อทะเบียนก็ขึ้นราคา เพราะถือว่าเป็ฯกานชนไม่มีคู่กรณี
5. ทำไมอุบัติเหตุบนถนนหลวงที่หนักขนาดนี้ ถึงไม่มีตำรวจมาซักคน จึงทำให้ไม่มีการลงบันทึกประจำวัน โดยไม่รู้ว่า ณ ขณะนี้หลักฐานในการชน หายไปแล้วหรือยัง
6. อย่าให้การรณรงค์ลดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่เป็นแค่การโฆษณา ทำให้มันเป็นการกระทำที่จับต้องได้เถอะครับ

ผมอยากให้พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆทุกคนช่วยกันแชร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมนี้ให้กระจายไปให้มากที่สุด ยิ่งทำให้เป็นข่าวได้ยิ่งดี เพราะผมอยากให้มันเป็น กรณีศึกษา จริงๆและควรมีผู้รับผิดชอบจากเหตุการณ์แบบนี้ หรือต้องมีผู้ติดตามหาผู้รับผิดชอบให้ได้ ไม่ใช่เป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเหล็ก, รัฐ, หรือหน่วยงานใดก็ตาม ก็ควรจะต้องรับผิดชอบ

เพราะลองคิดดูซิครับว่า หากเหตุการณ์นี้ไปเกิดกับชาวบ้านปกติ ที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ หรือเกิดการสูญเสียชีวิตขึ้นมา แล้วไม่ได้รับการรับผิดชอบใดๆ เพราะความชุ่ยแบบนี้ เรามาช่วยกันทำให้คุณภาพชีวิตของคน ไทยดีขึ้นเถอะครับ ยิ่งเป็นช่วงปีใหม่แบบนี้ และจะได้เป็นตัวอย่าง ให้ชาวบ้านปกติ ได้เห็น และมีความรู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ สามารถเอาผิดกับผู้ที่ควรจะรับผิดชอบได้ ไม่ใช่แค่บอกว่าถือว่า ฟาดเคราะห์ละกัน

หากใครต้องการติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำข่าว สามารถติดต่อผมได้เลยครับ
ธนพงศ์ (เอก) 082-6793-793, 081-8322-308