เรียนพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆครับ สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนถึงต่อไปนี้ ผมอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม เป็นกรณีศึกษา หรืออุทาหรณ์ สำหรับทุกท่าน และไม่อยากให้มันกลายเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดาๆ แล้วก็เงียบหายไปครับ กรุณาเสียเวลาอ่านมันซักนิดนะครับ
เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ถือโอกาศส่งท้ายปีเก่า
ต้อนรับปีใหม่ ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ และรับขวัญปีใหม่เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง และครอบครัวที่ วัดหลวงพ่อโสธร และไหว้พระพิฆเนศองค์ใหญ่ที่สุดในโลกที่ วัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทราครับซึ่งเป็นวัดสำคัญที่มีผู้คนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก อยู่เป็นประจำครับ
กว่าผมจะทำบุญเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปประมาณ เกือบ 2 ทุ่มได้จึงจะได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้วสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นครับ คือรถผมได้เกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับวัตถุประหลาดที่วางอยู่กลางถนน (ดูรูปที่ 1) ซึ่งในขณะขับรถเส้นทางที่ใช้คือ ถนนเลี่ยงเมือง บางพระ ทางกลับจากวัดสมานฯ ซึ่งคนที่ไปไหว้พระที่วัดนี้ที่จะมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ต้องใช้ทุกท่าน ณ วันนั้น ถนนเส้นนี้ไม่มีไฟถนนเลย มืดมาก ประกอบกับรถผมมีปัญหาหม้อน้ำซึม จึงจำเป็นให้ผมต้องขับช้าแค่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น ระหว่างขับรถอยู่นั้น อยู่ๆวัตถุประหลาดสีดำที่ตั้งขนานกับแนวถนน ตั้งอยู่ตรงกลางเลนที่ผมขับมาหลังจากไฟหน้ารถผมฉายไปเห็น ผมก็ตกใจตะโกนว่า เฮ้ยนั่นอะไรว่ะ ไม่ทันสิ้นเสียงดี รถผมก็ชนเข้ากับวัตถุนั้นอย่างจัง เรียกได้ว่าวิ่งเสยเข้าไปตรงๆ เลย โดยจุดเกิดเหตุคือ หน้าสำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งห่างจากจุดตรวจ ชั่งน้ำหนักของกรมทางหลวง ไม่น่าเกิน 5 กิโลเมตรได้
หลังจากรถหยุดนิ่งจากอุบัติเหตุ และรวบรวมสติได้หลังจากมึนจากการกระแทกของ Air Bag ที่ดีดออกมา (ดูรูปที่ 6) ก็เลยรีบลงจากรถ เพราะกลัวจะเกิดการชนจากรถที่วิ่งมาจากข้างหลัง และผมก็พบว่าก่อนหน้านี้ได้มีรถ 2 คันก่อนหน้า ที่จอดอยู่ข้างทางเพราะชนเข้ากับวัตถุ
ประหลาดชิ้นนี้เช่นกัน ซึ่งมาทราบภายหลังว่ามันคือ "เสาเหล็กตันสีดำขนาด
20x20x600 ซม." (ดูรูปที่ 2) ที่ไม่ทราบว่ามันมานอนวางอยู่บนถนนได้อย่างไร ผมเลยรีบโทรหาประกันทันที เพราะเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง และกำชับประกันว่าให้รีบมาและขอให้แจ้งตำรวจท้องที่ด้วย เพราะมีคนเจ็บ และเสาเหล็กดังกล่าวยังคงวางอยู่กลางถนนเช่นเดิมไม่ขยับไปไหน ซึ่งหลังจากผมก็มีรถอีกนึงคันที่ชนเข้ากับเสาเหล็กนี้ และอีกหลายคันที่ต้องหักหลบอย่างกะทันหัน เป็นที่น่ากลัวมาก สำหรับผมและเจ้าของรถอีก 2 คันที่โดนไปก่อนหน้านี้ และก็มีพลเมืองดีหลายท่านที่จอดรถ และพยายามที่จะโบกรถให้หลบเจ้าเสาเหล็กนี้เพราะไม่สามารถขยับเสานี้ออกนอกถนนได้ ผมจึงรีบเอาป้ายสามเหลี่ยมที่ติดหลังรถอยู่ไปวางบอกให้เป็นจุดระวังภัย
หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที หน่วยกู้ภัยจังหวัดฉะเชิงเทราก็มา
ถึงครับ เพื่อช่วยเคลียร์ทาง และพยายามย้ายเสาเหล็กนี้
แต่ก็ไม่สามารถย้ายมันได้ จนกระทั่งน้องๆทหาร
มาถึงพื้นที่เพื่อช่วยย้ายเสาเหล็กออกนอกเส้นทาง ซึ่งต้องใช้พลทหารถึง 20 นายถึงจะเข็นเสาเหล็กนี้หลบไปไหลทางได้
และพี่ๆกู้ภัยก็พยายามที่ย้ายรถผมหลบเส้นทางเช่นกัน แต่ไม่สามารถทำได้ครับ เพราะไอ่เสาเหล็กนี้ทำให้สปอยร์เล่อหน้า ท้องเครื่องยนต์ ห้องน้ำมันเครื่อง และกล่องเกียร์อัตโนมัติของรถผม ไปรวมกองกันอยู่ใต้ท้องรถ (ดูรูปที่ 3,4,5) นอกจากนั้นความเสียหายเบื้องต้นคือ
Air Bag แตกทั้ง 2 ลูก เบ้าเกียร์ทะลุขึ้นมาจากเบ้า คานพวงมาลัยหัก
(ดูรูปที่ 6) แขนผมถูก Burn จากแรงอัดของ Air Bag (ดูรูปที่ 7)
นิ้วโป้งซ้ายของน้องที่นั่งไปด้วยบวมและขยับไม่ได้ เพราะแรงอัดจาก Air Bag ขณะยกมือขึ้นมาปิดหน้า (ดูรูปที่ 8) โทรศัพท์แตกเกิดจากแรงกระแทกของอุบัตติเหตุ (ดูรูปที่ 9) ขอย้ำนะครับว่าผมขับแค่ 60 กิโลเมตร / ชั่วโมงเท่านั้น
หลังจากเกิดอุบัติเหตุประมาณ 45 นาทีประกันผมก็เดินทางมาถึงครับ ซึ่งผมก็เล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ทางประกันฟัง ทางประกันจึงได้บอกว่าในส่วนของเรื่องความเสียหายที่เกิดกับรถ และคนไม่น่ามีปัญหาเพราะผมเป็นประ
กันชั้น 1 หากแต่ว่าทรัพย์สินที่อยู่ในรถ ณ ตอนนี้คงยังรับผิดชอบไม่ได้
เพราะ "ผมเกิดอุบัติเหตุ แบบไม่มีคู่กรณี" นี่ละครับเลยเป็นประเด็นหลักเลยที่ผมอยากให้อุบัติเหตุครั้งนี้เป็น กรณีศึกษา ให้กับทุกท่าน ผมจึงรีบโทรไปปรึกษาเพื่อนผมที่ที่บ้านเป็นบริษัททนาย เพื่อนผมก็บอกให้ผมถ่ายรูปทุกอย่างในที่เกิดเหตุให้ละเอียดที่สุด รวมไปถึงพยาน และรถคันอื่นที่เกิดเหตุไปด้วย เพื่อที่จะใช้สำหรับการเรียกร้องครับ
พี่ๆกู้ภัยและน้องๆทหารใช้เวลาเคลียร์พื้นที่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนที่รถยกของบริษัทประกันจะมายกรถของผมไปส่งที่อู่ ซึ่งตลอดเวลานั้นไม่มีตำรวจทางหลวง หรือตำรวจท้องที่มา ณ จุดเกิดเหตุเลยซักคน ทั้งๆที่ผมได้ย้ำกับบริษัทประกันตั้งแต่ติน โทรไปแจ้งว่าเดิกอุบัตติเหตุแล้ว หลังจากเคลียร์จุดเกิดเหตุ เสร็จพี่ๆหน่วยกู้ภัยก็พาผมและน้องๆที่ไปด้วยไปรอเพื่อนผมที่จะมารับกลับกรุงเทพที่ขนส่งจังหวัดฉะเชิงเทราครับ ซึ่งขณะนั้นนิ้วของน้องคนที่บวมจากแรงกระแทกของ Air Bag ก็ปวดและขยับไม่ได้ (ดูรูปที่ 8)
หลังจากเพื่อนผมมาถึง ผมจึงรีบพาน้องไปเช็คละเอียดที่ โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีนครินทร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา เที่ยงคืนกว่าเห็นจะได้ หลังจากเข้าห้องฉุกเฉิน และเล่าเหตุการณ์ให้คุณหมอที่เข้าเวรในเวลานั้นฟัง และแจ้งว่านิ้วโป้งซ้ายขยับไม่ได้ ประกอยกับนิ้วชี้ขวามีอาการช้ำที่เกิดจากอุบัติเหตุครั้งนี้ สิ่งที่คุณหมอสั่งต่อจากนั้นคือ
ให้ไปเอ๊กซ์เรย์นิ้วโป้งซ้าย เพราะอาจจะหักได้ ส่วนนิ้วชี้ด้านขวานั้น
คงไม่เป็นไรมากเพราะยังขยับได้ คำวินิจฉัยจากผลเอ๊กซ์เรย์คือ
นิ้วโป้งซ้ายมีรอยหักจริง (ดูรูปที่ 10) จึงจำเป็นต้องดามไว้ก่อนแล้วค่อยไปหาหมอกระดูกอีกทีนึง (ดูรูปที่ 11) และให้ยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบมาทานเท่านั้น โดยไม่ได้สนใจนิ้วชี้ขวาเท่าไหร่นัก
หลังจากเห็นฟิลม์เอกซ์เรย์ และฟังคำวินิจฉัยนั้นผมก็เกิดความไม่สบายใจในทันที เพราะผมคิดว่ามันคงต้องเป็นอะไรหนักกว่านั้นแน่ๆ และโชคดีที่ผมมีเพื่อนเป็นหมอกระดูกพอดี ผมจึงรีบส่งผลฟิลม์ไปให้เพื่อนผมดูในคืนนั้น ซึ่งในตอนเช้าเพื่อนผมตื่นมาดู และรีบบอกผมว่าให้รีบพาน้องไปหาหมอกระดูกโดยทันที เพราะรูปรอยแตกของกระดูกค่อนข้างซีเรียส และอาจจะเกิดปัญหาใหญ่กับเส้นเอ็นยึดกระดูกถึงอาจจะต้องผ่าตัดเย็บเอ็น เพราะมิเช่นนั้น น้องจะไม่สามารถขยับนิ้วโป้งได้เหมือนเดิม เพื่อนผมจึงแนะนำให้ไปพบคุณหมอที่เป็นรุ่นพี่ของเพื่อน ที่บังเอิญวันนั้นเข้าตรวจที่โรงพยาบาล สมิติเวชเอกมัย พอดี ผมจึงรับโทรนัดคุณหมอ และพาน้องไปพบตอนเช้า โดยติดฟิลม์เก่าไปด้วย
ในช่วงเช้าที่ไปถึง นิ้วชี้ขวาที่คุณหมอในห้องฉุกเฉินบอก
ไม่น่าเป็นอะไรมาก ก็บวมขึ้นผิดปกติ และเริ่มขยับได้ยาก
คุณหมอที่เข้าพบตอนเช้า เห็นนิ้วทั้งสอง และฟิลม์เก่าของเมื่อคืน
คุณหมอใช้คำว่า "นิ้วโป้งซ้าย กระดูกแตกละเอียด" มีจุดแตกทั้งหมดถึง 3 ที่
แต่ยังโชคดีที่แตก แต่ไม่ผิดรูป ซึ่งอาจส่งผลให้เอ็นยึดกระดูกมีปะญหาได้ จึงจำเป็นต้องดามไว้อาทิตย์นึงก่อนเพื่อให้แผลลดบวม (ดูรูปที่ 12) และควรใส่เฝือกแบบนี้เพื่อกันการเคลื่อนไหว และกลับมาตรวจอีกทีว่าต้องผ่าตัดเย็บเอ็นมั้ย ในส่วนของนิ้วชี้ขวาคุณหมอเลยสั่งเอกซ์เรย์อีกรอบ เพื่อเช็คอีกที ผลก็คือนิ้วชี้ขวาก็พบรอยแตกขนาดเล็ก 1 รอยและจำเป็นต้องดามเฝือกอ่อน เช่นกัน
จากเหตุการณ์ครั้งนี้สิ่งที่ผมอยากให้เป็นกรณีศึกษา หรืออุทาหรณ์ คือผมไม่อยากให้อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นแล้วไม่มีคนรับผิดชอบ และจบทุกอย่างด้วยข้อความที่ว่า นี่คืออุบัติเหตุรถชนไม่มีคู่กรณี ซึ่งลองคิดดูซิครับว่าหากผมขับรถเร็ว
กว่านี้ หรือรถผมเป็นรถมอเตอร์ไซท์ หรือเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก
หรือไม่ได้ใช้ประกันชั้น 1 จะเกิดอะไรขึ้น เพราะไอ่เสาเหล็กนี้มันไม่ใช่
วัตถุที่ควรวางอยู่บนถนนไม่ใช่หรอ และหากเหตุการณ์นี้เกิดกับญาติ พี่น้อง หรือคนรู้จักของคุณ คุณจะรู้สึกเช่นไร
เพราะฉะนั้นรวมมือกันเถอะครับอย่าให้สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ต้องจำยอมความมักง่ายเหล่านี้
1. เสาเหล็กขนาด 20x20x600 ซม. มาวางอยู่กลางถนนหลวงโดยไม่มีคนเห็นได้อย่างไร โดยไม่มีผู้รับผิดชอบ
2. ทำไมถนนหลวงที่มีคนใช้เป็นจำนวนมาก และเป็นประจำทำไมถึงไม่มีไฟถนน
3. อย่าให้ความสะเพร่า หรือความมักง่ายของเจ้าของเหล็ก ลอยนวลจากการกระทำชุ่ยๆ แบบนี้
4. อย่าปล่อยให้บริษัทประกันเอาเปรียบคุณ ด้วยช่องว่างของคำพูดง่ายๆ ว่าชนไม่มีคู่กรณี เพราะสิ่งที่ผมชนไม่ใช่วัตถุปกติ ที่ควรอยู่บนถนน ดังนั้นในฐานะบริษัทประกันที่เป็นตัวแทนของเรา คุณควรไปหาผู้ทำผิด ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบแบบนี้ แล้วตอนต่อทะเบียนก็ขึ้นราคา เพราะถือว่าเป็ฯกานชนไม่มีคู่กรณี
5. ทำไมอุบัติเหตุบนถนนหลวงที่หนักขนาดนี้ ถึงไม่มีตำรวจมาซักคน จึงทำให้ไม่มีการลงบันทึกประจำวัน โดยไม่รู้ว่า ณ ขณะนี้หลักฐานในการชน หายไปแล้วหรือยัง
6. อย่าให้การรณรงค์ลดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่เป็นแค่การโฆษณา ทำให้มันเป็นการกระทำที่จับต้องได้เถอะครับ
ผมอยากให้พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆทุกคนช่วยกันแชร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมนี้ให้กระจายไปให้มากที่สุด ยิ่งทำให้เป็นข่าวได้ยิ่งดี เพราะผมอยากให้มันเป็น กรณีศึกษา จริงๆและควรมีผู้รับผิดชอบจากเหตุการณ์แบบนี้ หรือต้องมีผู้ติดตามหาผู้รับผิดชอบให้ได้ ไม่ใช่เป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเหล็ก, รัฐ, หรือหน่วยงานใดก็ตาม ก็ควรจะต้องรับผิดชอบ
เพราะลองคิดดูซิครับว่า หากเหตุการณ์นี้ไปเกิดกับชาวบ้านปกติ
ที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ หรือเกิดการสูญเสียชีวิตขึ้นมา
แล้วไม่ได้รับการรับผิดชอบใดๆ เพราะความชุ่ยแบบนี้
เรามาช่วยกันทำให้คุณภาพชีวิตของคน
ไทยดีขึ้นเถอะครับ ยิ่งเป็นช่วงปีใหม่แบบนี้ และจะได้เป็นตัวอย่าง
ให้ชาวบ้านปกติ ได้เห็น และมีความรู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้
สามารถเอาผิดกับผู้ที่ควรจะรับผิดชอบได้ ไม่ใช่แค่บอกว่าถือว่า ฟาดเคราะห์ละกัน
หากใครต้องการติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำข่าว สามารถติดต่อผมได้เลยครับ
ธนพงศ์ (เอก) 082-6793-793, 081-8322-308